นุ่น

นุ่น

นุ่น เชื่อว่าคนน่าจะคุ้นเคยกับการนำปุยของนุ่นมายัดไส้หมอนเสียเป็นส่วนมาก  แต่ความจริงแล้วนุ่นยังมีประโยชน์เป็นพืชสมุนไพรอีกด้วย นุ่นมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Ceiba pentandra (L.) Gaertn บางท้องถิ่นในภาคกลางอาจจะเรียกต้นงิ้ว จัดเป็นไม้ยืนต้น ลำต้นสูงและมีขนาดใหญ่ แผ่กิ่งก้านสาขาเป็นพุ่มกว้างให้ร่มเงาได้เป็นอย่างดี สาเหตุที่บางท้องถิ่นเรียกว่าต้นงิ้ว ก็เป็นเพราะมีหนามแหลมขึ้นบริเวณโคนต้น ส่วนของใบเป็นใบประกอบ ลักษณะจะเรียงกันเป็นแพคล้ายนิ้วมือ ใบยาวรีส่วนปลายแหลม ดอกนุ่นมีสีขาว ออกเป็นช่อกระจุกกัน ส่วนของผลนั้นเป็นฝักยาวยาวรี เมื่อแก่จะแห้งและแตกออกจนเห็นปุยนุ่นด้านในและเมล็ดอยู่เป็นจำนวนมาก นุ่น ในฐานะสมุนไพร รากของนุ่นมีสรรพคุณบำรุงกำลัง ช่วยให้ร่างกายกระฉับกระเฉงขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด แก้เบาหวาน แก้อาการท้องเสีย ท้องร่วง ถ่ายท้อง รวมถึงบรรเทาอาการลำไส้อักเสบ ปวดท้อง  ส่วนของเปลือกต้นนุ่นนั้นมีฤทธิ์ช่วยขับพิษไข้ และมีฤทธิ์ในการขับปัสสาวะและยังช่วยแก้อาการอาหารเป็นพิษให้ดีขึ้น ส่วนของใบนำมาทำเป็นยาแก้ไอ ขับเสมหะได้ ส่วนของใบมีสรรพคุณแก้อาการเสียงแหบแห้ง บรรเทาอาหารเจ็บคอ ทั้งยังทำเป็นยาสำหรับพอกฝี พอกแก้แผลฟกช้ำตามบริเวณร่างกายได้ นุ่น ในรูปอาหารไทย ส่วนของผลหรือฝักนุ่นนั้นเมื่อยังอ่อนมากๆ สามารถนำมารับประทานได้ หรือจะนำไปใส่ในแกงก็ได้เช่นเดียวกัน เนื่องจากด้านในยังไม่กลายเป็นปุยนุ่น แต่นิยมนำมารับประทานเฉพาะในท้องถิ่นเท่านั้น สรรพคุณของนุ่นและวิธีนำไปใช้ สำหรับแก้เบาหวาน บำรุงกำลัง แก้อาการท้องเสีย ถ่ายท้อง บรรเทาอาการต่างๆในช่องท้อง  ให้นำส่วนของรากมาต้มกับน้ำ แล้วนำน้ำที่ได้มาดื่ม สำหรับแก้ไข้ บรรเทาอาการอาหารเป็นพิษ และขับปัสสาวะ นำส่วนของเปลือกมาต้มแล้วนำน้ำมาดื่มเช่นเดียวกัน สำหรับแก้เสียงแหบแห้ง ใช้ส่วนของใบนำมาตำให้ละเอียดกับขมิ้น ผสมน้ำแล้วนำมาดื่ม สำหรับพอกฝีให้แตกนั้นให้นำใบนุ่นไปเผา แล้วจึงนำมาผสมกับส่วนผสมอีกสองชนิดคือขมิ้นอ้อยและข้าวสุก จากนั้นจึงนำไปพอกฝีให้แตก แต่หากใช้เพื่อพอกลดอาการฟกช้ำดำเขียว ใช้เพียงใบนุ่นตำให้ละเอียดแล้วพอกบริเวณที่เป็นได้เลย ประโยชน์ของนุ่นในด้านอื่นๆ เมล็ดของนุ่นสามารถนำมาสกัดน้ำมันพืชไว้ใช้ในครัวเรือน ส่วนกากที่เหลือจากการสกัดเอาน้ำมันนั้น นิยมนำไปใช้เป็นอาหารสัตว์ นอกจากนี้เมื่อฝักแห้งแตกออก จะพบปุยนุ่นสีขาวมีน้ำหนักเบา ซึ่งเราสามารถนำมายัดเป็นไส้หมอน หรือไส้ผ้าห่ม ไว้ใช้ประโยชน์ได้

สะตอ

สะตอ

สะตอ  พอพูดถึงสะตอหลายคนอาจจะยกมือปิดจมูกกันเลยทีเดียว เพราะกลิ่นของมันได้ชื่อว่าเหม็นฉุนมาก แต่สรรพคุณและประโยชน์นั้นฉุนกว่า เพราะอุดมด้วยคุณสมบัติที่ดีมากมาย ซึ่งสะตอมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Parkia speciosa Hassk. จัดเป็นพืชตระกูลเดียวกับถั่ว แต่ว่าเป็นไม้ยืนต้น ลำต้นค่อนข้างตรง เปลือกของลำต้นค่อนข้างเรียบ เนื้อด้านในเปลือกสีคล้ายเปลือกไข่  ส่วนของใบเป็นใบประกอบแบบใบมะขาม ดอกเป็นช่อ กลีบดอกค่อนข้างแข็ง ส่วนของเมล็ดสะตอจะเรียงอยู่ภายในฝักของสะตอ ซึ่งเปลือกของฝักค่อนข้างหนาพอสมควร เมล็ดสะตอมีกลิ่นฉุนแรง ฝักจะออกเป็นกอ สรรพคุณของสะตอและวิธีนำไปใช้ ทุกสรรพคุณนั้น ใช้วิธีนำเมล็ดสะตอมารับประทานได้เลย จะนำมาประกอบอาหาร หรือกินสดแกล้มกับน้ำพริกก็ให้ประโยชน์เช่นเดียวกัน เว้นผู้ที่เป็นโรคเก๊า ไม่ควรรับประทาน เพราะสะตอมีกรดยูริกสูง สะตอในฐานะสมุนไพร สะตออุดมไปด้วยแร่ธาตุและวิตามินที่มีประโยชน์มากมาย ทั้งโปรตีน แคลเซียม คาร์โบไฮเดรต เหล็ก ฟอสฟอรัส วิตามินเอ บี และซี ซึ่งโปรตีนช่วยซ่อมแซมเซลล์ในร่างกายที่เสื่อมสภาพ  ฟอสฟอรัสช่วยให้โลหิตไหลเวียนได้เป็นอย่างดี ลดภาวะเสี่ยงในการเกิดเส้นเลือดอุดตัน ช่วยลดความดันโลหิต ปรับความดันโลหิตให้ปกติ มีการทดลองจากประเทศญี่ปุ่นเมื่อปี 2006 พบว่า สะตอช่วยลดน้ำตาลในเลือด ลดความเสี่ยงในการเกิดเบาหวาน สะตอมีใยอาหาร ช่วยให้การขับถ่ายคล่อง ลดอาการท้องผูก ป้องกันการเกิดริดสีดวงทวาร ช่วยขับลมในกระเพาะอาหารได้เป็นอย่างดี  วิตามินเอในสะตอช่วยบำรุงสายตา แคลเซียมมีประโยชน์ต่อกระดูกและฟัน สะตอในรูปอาหารไทย สะตอมักเป็นส่วนประกอบของอาหารทางภาคใต้ เมนูยอดนิยมที่ใช้สะตอเป็นส่วนประกอบคือสะตอผัดกะปิกุ้ง ซึ่งนำกุ้งและหมูสับหรือหมูชิ้นมาผัดกับกะปิและพริกแกง แต่บางที่อาจจะใช้พริกแกงเหลืองแล้วแต่ชอบ จากนั้นปรุงรสให้อร่อย แล้วจึงนำเมล็ดสะตอลงไปผัดร่วม ความขมของสะตอเมื่อรับประทานกุ้งซึ่งให้รสหวานจะกลมกล่อมลงตัว และด้วยความมันกรอบของเมล็ดสะตอด้วยแล้ว ยิ่งทำให้อร่อยมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้สะตอยังสามารถนำมาทำเมนูอื่นๆได้อีก เช่น สะตอผัดพริกแกงกับกระดูกหมู  แกงกะทิสะตอแบบฉบับชาวใต้ จะใส่พริกแกงเหลือง หมูสามชั้นผัดกะปิ ก็ใส่สะตอเป็นส่วนประกอบ เพื่อช่วยลดความเค็มของกะปิ  หรือจะนำมาดอง รับประทานคู่กับน้ำพริกก็อร่อยเช่นเดียวกัน สะตอในฐานะสมุนไพร สะตออุดมไปด้วยแร่ธาตุและวิตามินที่มีประโยชน์มากมาย ทั้งโปรตีน แคลเซียม คาร์โบไฮเดรต เหล็ก ฟอสฟอรัส วิตามินเอ บี และซี ซึ่งโปรตีนช่วยซ่อมแซมเซลล์ในร่างกายที่

ตดหมูตดหมา

ตดหมูตดหมา

ตดหมูตดหมา สมุนไพรชื่อแปลกที่บางคนก็เข้าใจว่าเป็นพืชจำพวกหญ้า ลองไปทำความรู้จักสมุนไพรชนิดนี้กัน ตดหมูตดหมามีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Paederia linearis Hook. f. ถือเป็นพืชไม้เลื้อย ลำต้นอ่อน ใบรีแหลมเล็กเหมือนปลายหอก คล้ายใบหญ้า บางคนจึงอาจจะเรียกสมุนไพรชนิดนี้ว่าหญ้าตดหมูตดหมา ส่วนของดอกมีลักษณะเป็นรูปกรวยขนาดไม่ใหญ่ ดอกออกเป็นช่อส่วนของกรวยดอกและบริเวณเกสรมีสีม่วงจัด กลีบดอกมีสีขาวปนเขียวเล็กน้อย ผลมีขนาดเล็กมาก เส้นผ่านศูนย์กลางไม่ถึงหนึ่งเซนติเมตร มีขนอ่อนขึ้นโดยรอบ   สรรพคุณของตดหมูตดหมาและการนำไปใช้ สำหรับขับลม ท้องอืดท้องเฟ้อ ใช้รากต้มกับน้ำดื่ม สำหรับเบาหวาน ลดไขมัน ลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็ง ใช้วิธีรับประทานใบสดกับน้ำพริก หรือรับประทานตดหมูตดหมาในรูปส่วนประกอบของอาหารก็ได้เช่นเดียวกัน สำหรับเป็นยาบำรุงกำลังแก้ปวดเมื่อย เพิ่มสมรรถนะทางเพศ ใช้ปรุงตำหรับยาดองดื่มเพื่อเป็นยาบำรุงกำลัง ตดหมูตดหมาในฐานะสมุนไพร กลิ่นของสมุนไพรชนิดนี้ไม่น่าปรารถนาก็จริง แต่สรรพคุณของมันนั้นมากมายมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นสรรพคุณในการระบายความร้อน แก้ไข้ ร้อนใน ลดระดับน้ำตาลในเลือดสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน ซึ่งในตดหมูตดหมานั้นมีฤทธิ์ช่วยเพิ่มระดับอินซูลินในร่างกายของผู้ป่วยเบาหวานได้ ไม่เพียงเท่านั้นในตดหมูตดหมายังมีสารต้านอนุมูลอิสระในปริมาณที่สูงเชื่อว่าทำให้ผิวพรรณดี ช่วยเพิ่มกลูตาไธโอนในร่างกาย ลดระดับไขมันชั้นเลวในเส้นเลือดที่ก่อให้เกิดอันตรายกับหัวใจและระบบไหลเวียนโลหิตในร่างกายได้เป็นอย่างดี ทำให้ตดหมูตดหมานั้นมีสรรพคุณเพิ่มเติมในการลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งในร่างกายได้ อีกสรรพคุณหนึ่งคือ ชาวบ้านทั่วไปจะใช้ตดหมูตดหมาเพื่อขับลมในร่างกาย แก้จุกเสียด แน่นท้อง ท้องอืดท้องเฟ้อ แก้อาการปวดเมื่อตามบริเวณต่างๆของร่างกายและหมอยาพื้นบ้านยังใช้ตดหมูตดหมาในการปรุงเป็นยาอายุวัฒนะ บำรุงร่างกายให้คลายจากความเหนื่อยล้าได้ด้วย โดยเฉพาะเหล่าชายหนุ่มนั้น มีการใช้ตดหมูตดหมาเป็นยาเพิ่มสมรรถนะทางเพศ เนื่องจากในตดหมูตดหมามีฤทธิ์เพิ่มฮอร์โมนเพศชายนั่นเอง ตดหมูตดหมาในรูปอาหารไทย ทางภาคใต้จะนำใบตดหมูตดหมามาซอยให้ละเอียด ใช้เป็นส่วนผสมของข้าวยำ อาหารขึ้นชื่อจากทางภาคใต้ ยอดอ่อนใบอ่อนนั้นรับประทานเหมือนผักแกล้มน้ำพริก แกล้มมือข้าวตามปกติก็ได้เช่นเดียวกัน นอกจากนี้ยังมีการนำใบและเถามาคั้นเอาน้ำ เพื่อใช้เป็นส่วนผสมของขนมขี้หนู ทำให้ขนมมีสีสวยออกสีเขียวน่ารับประทานอีกด้วย ประโยชน์ของตดหมูตดหมาในด้านอื่นๆ คนเลี้ยงหมูใช้ตดหมูตดหมาลดไข้ให้หมู โดยการนำเถาตดหมูตดหมาทุบจนมีน้ำกระเด็นออกมา นำเถาที่ทุบไปทาบนศีรษะหมู ไข้ของหมูก็จะลดลง นอกจากนั้นยังมีการนำตดหมูตดหมามาสกัดเอาน้ำมันเพื่อใช้ทาแก้ปวดเมื่อยด้วย

บุกคางคก

บุกคางคก

บุกคางคก ชื่อให้ความรู้สึกรุกราน แถมพ่วงตามด้วยชื่อของสัตว์ที่หลายคนอาจจะไม่ชอบ แต่สรรพคุณของ บุกคางคก นั้นอ่อนโยนและมีคุณประโยชน์มากมาย ความจริงบุกคางคกนั้นมีหลายพันธ์แตกต่างกัน แต่พันธ์ที่นิยมในไทยคือบุกคางคกคางคก  ซึ่งจะมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Amorphophallus paeoniifolius (Dennst.) Nicolson บางท้องถิ่นอาจจะมีชื่อเรียกอื่นๆแตกต่างกันออกไป เช่นที่บุรีรัมย์ จะเรียกบุกคางคกคางคกว่ากระบุกคางคกเป็นต้น ต้นของบุกคางคกคางคกเป็นพืชล้มลุก แต่มีอายุค่อนข้างยืน ลำต้นสูงราว 5-7 ฟุต ผิวไม่เรียบ ขรุขระมีปุ่มสีเขียวขึ้นรอบ ใบแหลมรี ปะปนกับใบที่ส่วนปลายโค้งมน ส่วนของดอกมีสีแดงเข้มเหมือนสีเลือด โดยดอกยามกำเนิดจะแทงขึ้นมาจากดิน มีส่วนของกลีบที่แผ่กว้างเป็นเหมือนจาน แล้วมีส่วนตูมเป็นรูปกรวยอยู่ด้านบน มีกลิ่นเหม็นแรงเหมือนซากศพเลยทีเดียว ส่วนของหัวบุกคางคกอยู่ใต้ดิน ผิวขรุขระ ทรงกลมแบน ผิวด้านในสีเหลืองนวล ส่วนของผลนั้นขึ้นกันเป็นช่อ ผลมีทรงรี ยามอ่อนสีเขียวก่อนจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองและแดงจัดตามลำดับ บุกคางคกในฐานะอาหารไทย คนไทยนิยมนำบุกคางคกมาผ่านกรรมวิธีต่างๆ แล้วทำออกมาเป็นเส้น คล้ายเส้นก๋วยเตี๋ยว แต่เราจะเรียกว่าเส้นบุกคางคก สามารถนำมาประกอบอาหารได้หลายอย่าง เช่น ลาบเส้นบุกคางคก วิธีทำเหมือนทำลาบ เพียงแต่ใส่เส้นบุกคางคกเข้าไปด้วย จะได้รสชาติที่อร่อยและอิ่มกว่าปกติ ทั้งยังไม่ต้องกลัวอ้วนอีกด้วย หรือจะเป็นเมนู เส้นบุกคางคกผัดต้มยำแห้ง ยำเส้นบุกคางคก โดยใช้เส้นบุกคางคกแทนวุ้นเส้น วิธีทำก็เหมือนทำยำวุ้นเส้นนั่นเอง นำมาทำก๋วยเตี๋ยว โดยใช้แทนเส้นก๋วยเตี๋ยว แทนเส้นสปาเก็ตตี้ นำมาผัดกับซอสก็ได้ เหมาะสำหรับคนที่กำลังลดน้ำหนัก เพราะว่าให้พลังงานสูงแต่แคลอรี่ต่ำ บุกคางคกในฐานะสมุนไพร เนื่องจากบุกคางคกนั้นให้พลังงานต่ำ จึงเหมาะจะนำมาประกอบอาหารสำหรับคนที่เป็นเบาหวาน นอกจากนี้ในหัวบุกคางคกยังมีสารอาหารที่สำคัญอย่าง กลูโคแมนแนน ซึ่งช่วยลดปริมาณน้ำตาลในเลือดได้ บุกคางคกมีสรรพคุณที่ดีต่อตับ เป็นยาบำรุงตับ ช่วยชะลอการเกิดมะเร็ง ช่วยให้ขับถ่ายได้คล่องขึ้น ลดอาการท้องผูกจึงลดการเกิดมะเร็งในลำไส้ได้เป็นอย่างดีไม่เพียงเท่านั้นยังสามารถเพิ่มสมรรถภาพทางเพศได้ด้วย สรรพคุณของบุกคางคกและวิธีนำไปใช้ สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน ใช้ส่วนของหัวบุกคางคก แยกส่วนแป้งในส่วนที่เป็นเนื้อทราย แล้วนำมาชงน้ำดื่มเป็นประจำก่อนอาหารประมาณ 2 ชั่วโมง นอกจากนั้นยังนำบุกคางคกมาประกอบอาหารให้ผู้ป่วยเบาหวานรับประทานก็จะช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้อีกทางหนึ่ง สำหรับลดอาการท้องผูก ช่วยให้ขับถ่ายคล่อง รับประทานเส้นบุกคางคกที่นำมาประกอบอาหารได้เลย ประโยชน์ของบุกคางคกในด้านอื่นๆ สามารถนำมาปลูกเป็นไม้ประดับได้ เพราะลำต้นค่อนข้างสวย ปลูกเป็นไม้กระถาง หรือปลูกในสวนก็ได้เช่นเดียวกัน

กะทกรก

กะทกรก

กะทกรก ชื่อออกจะแปลกสักหน่อย แต่สรรพคุณนั้นดีมากมาย กระทะรกมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Passiflora foetida L. และยังมีชื่อตามท้องถิ่นแตกต่างกันออกไปมากมาย บางท้องถิ่นอาจจะเรียกว่าตำลึงฝรั่ง เนื่องจากใบของมันคล้ายใบตำลึง บางท้องถิ่นอาจจะเรียกเงาะป่า เพราะผลของมันมีขนเหมือนเงาะนั่นเอง ลักษณะของต้นกะทกรกมีความคล้ายต้นตำลึง เพราะเป็นไม้เลื้อยเหมือนกัน ลักษณะของใบก็เหมือนกันคือคล้ายรูปหัวใจ แตกต่างกันที่ต้นกะทกรกจะมีขนขึ้นคลุมแทบทุกส่วน ดอกของต้นกะทกรกค่อนข้างแปลกคือสีสองชั้น ชั้นบนเป็นฝอย ส่วนชั้นล่างเป็นกลีบดอกส่วนปลายโค้ง ส่วนของผลเมื่อตอนที่อ่อนจะเป็นสีเขียว มีส่วนของใบซึ่งเป็นลักษณะคล้ายขนเป็นฝอยปกคลุมอยู่ หากผลแก่จะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง กะทกรกในรูปอาหารไทย ยอดอ่อนของต้นกะทกรกสามารถนำมาประกอบอาหารได้ เมนูที่นิยมคือแกงเลียง อาหารพื้นบ้านของทางภาคเหนือ ส่วนของผลอ่อน นำมาต้มให้สุกก่อนแล้วจึงนำมาจิ้มกินกับน้ำพริก ซึ่งทั้งยอดอ่อนและผลอ่อนนั้นมีสรรพคุณเป็นพิษ แต่พิษจะสลายไปเมื่อโดนความร้อนก่อนนำไปรับประทานจึงต้องทำให้สุกเสียก่อน และถึงแม้จะมีพิษแต่ส่วนของผลอ่อนและยอด่อนของกะทกรกก็มีเบต้าแคโรทีนและวิตามินซีสูงมาก ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย กะทกรกในฐานะสมุนไพร แทบทุกส่วนของกะทกรกนั้นเต็มไปด้วยประโยชน์มากมาย ส่วนของใบ ใช้แก้ไข้ ลดอาการร้อนในร่างกาย แก้ไอ ขับเสมหะ ลดอาการปวดศีรษะ มีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อ จึงนำมาใช้ฆ่าเชื้อในแผลสดได้ด้วย ส่วนของราก มีสรรพคุณนำมาใช้ในการลดความดันโลหิต ช่วยทำให้ร่างกายสดชื่น เป็นสมุนไพรบำรุงกำลัง ส่วนของผล นำมาแก้อาการท้องอืดท้องเฟ้อในเด็ก และยังใช้สำหรับบำรุงปอดได้ด้วย ส่วนของเปลือก นิยมนำมาทำเป็นยาบำรุงกำลัง และยังนำไปใช้เพื่อรักษาแผลที่เกิดจากการถูกไฟไหม้หรือน้ำร้อนลวกได้ด้วย ประโยชน์ของกะทกรกและวิธีการนำไปใช้ สำหรับแก้ความดันโลหิต บำรุงกำลัง ใช้ส่วนของราก นำมาตากแห้ง แล้วนำมาชงกับน้ำดื่มเป็นประจำเหมือนน้ำชา ส่วนของใบกะทกรก นำมาตำให้ละเอียด แล้วพอกบริเวณที่ปวดศีรษะ สามารถลดไข้ได้ด้วย หรือพอกเพื่อฆ่าเชื้อบริเวณแผลสดก็ได้ และยังนำมาตากแห้ง แล้วนำไปต้มน้ำดื่ม ลดอาการร้อนใน ดื่มเป็นชาก็ได้เช่นเดียวกัน เปลือกนั้นนำไปตำให้ละเอียด แล้วเคี่ยวกับน้ำมะพร้าว นำไปใช้รักษาแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวกได้ผลดี ประโยชน์ของกะทกรกในด้านอื่นๆ ใบของกะทกรกนำมาตำให้ละเอียด คั้นและกรองเอาแต่น้ำจากใบ จากนั้นนำไปแต้มสิว ลดอาการอักเสบ ช่วยให้สิวหายเร็วขึ้น

ผักโขม

ผักโขม

ผักโขม เพราะชื่อทำให้หลายคนเข้าใจผิดว่าผักชนิดนี้น่าจะมีรสขมอย่างแน่นอน ทั้งที่ความจริงแล้วไม่ใช่เลย ผักโขมมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Amaranthus blitum subsp. oleraceus (L.) Costea บางคนหรือบางท้องที่อาจจะเรียกผักโหมก็ได้ ขึ้นอยู่กับความสะดวกในการออกเสียง  ต้นผักโขมเป็นพืชสวนครัว ขึ้นง่ายได้ทั่วไปตามป่า หรือแหล่งธรรมชาติอื่นๆเพเราะเป็นพืชที่ขึ้นและเติบโตได้ง่าย ผักโขมเป็นไม้พุ่มเตี้ย ใบยาวเหมือนขนนกขนาดสั้นหรือจะมองเป็นสามเหลี่ยมที่โค้งมนก็ได้ ใบมีสีเขียวจัดบางครั้งอมม่วงด้วย ส่วนของดอกมีขนาดเล็กออกเป็นช่อสีเขียวเหลือบม่วง เมล็ดมีขนาดเล็กสีน้ำตาลหรือบางครั้งก็เข้มจัดจนถึงเป็นสีดำ ผักโขมในรูปอาหารไทย เมนูอาหารที่นิยมนำผักโขมมาทำคือจับฉ่าย โดยต้มให้เปื่อยกับกระดูกหมูหรือหมูสามชั้น จะได้แกงจับฉ่ายที่อร่อยมาก หลายคนอาจจะคิดว่าผักโขมนั้นจะมีรสชาติที่ชม แต่ความจริงแล้วรสชาติของผักโขมจะออกหวานนิดๆเสียด้วยซ้ำ ผักโขมยังทำเมนูอื่นๆได้อีกมากมาย เช่น นำมาผัดกับไข่  ผัดน้ำมันหอยเหมือนผักบุ้งไฟแดงก็ได้ หรือจะนำไปอบกับชีส ก็ถือว่าเป็นอีกเมนูที่ได้รับความนิยมมาก ไม่เท่านั้นยังสามารถทำแกงเลียง ต้มจืด หรือต้มกินกับสุกี้ก็ได้เช่นเดียวกัน เนื่องจากเป็นผักที่มีประโยชน์มาก เมนูอาหารจากผักโขมจึงทั้งอร่อยและได้ประโยชน์ ผักโขมในฐานะสมุนไพร ผักโขมอุดมไปด้วยสารที่มีประโยชน์มากมาย เช่นวิตามินเอ วิตามินบี แมกนีเซียม สังกะสี โฟเลต ธาตุเหล็ก แคลเซียม และวิตามินอีกมากมายหลากหลายชนิด มีสรรพคุณทางสมุนไพร ช่วยบำรุงร่างกายให้มีกำลังวังชา ทำให้เจริญอาหาร เหมาะสำหรับผู้ที่รับประทานอาหารได้น้อย ชะลอความเสื่อมของผิวพรรณ ทำให้ผิวพรรณเต่งตึง บำรุงสายตาเนื่องมีวิตามินเอมาก บำรุงสมองให้สมองทำงานได้ดีปลอดโปร่ง บำรุงเลือด ช่วยให้ความดันโลหิตอยู่ในระดับที่ดี ลดความเสี่ยงในการเป็นโรคความจำเสื่อม สำหรับผู้หญิงผักโขมสามารถช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านม รวมถึงมะเร็งอื่นๆเช่นมะเร็งรังไข่ และมะเร็งปอดเป็นต้น อีกทั้งยังช่วยลดอาการปวดท้องน้อยเวลาเป็นรอบเดือนอีกด้วย สำหรับผู้ที่กำลังตั้งครรภ์ ผักโขมเป็นยาบำรุงชั้นดี เพราะมีโฟเลตสูง มีเส้นใยมาก ช่วยให้แม่ท้องที่มีการท้องผูก ขับถ่ายได้ดีขึ้น สรรพคุณของผักโขมและวิธีการนำไปใช้ สำหรับการใช้ประโยชน์ของผักโขม สามารถนำมาทำอาหารรับประทานกับข้าวสวยร้อยๆได้เลย หรือใครจะนำมาลวกกินกับน้ำพริกก็ยิ่งได้ประโยชน์มากจากผักโขมมากเลยทีเดียว ประโยชน์ของผักโขมในด้านอื่นๆ ผักโขมเป็นผักสวนครัวที่สามารถนำมาปลูกเพื่อจำหน่ายสร้างรายได้ให้แก่ผู้ปลูกได้

ว่านพร้าว

ว่านพร้าว

ว่านพร้าว คือว่านที่ส่วนของใบคล้ายใบมะพร้าว มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Curculigo orchioides Gaertn. ว่านพร้าวมีเหง้าอยู่ใต้ดิน เหง้าเป็นสีน้ำตาลมีลักษณะยาวเป็นแท่ง แตกรากขยายออกไป ส่วนของใบโผล่พ้นดิน ใบยาวแหลมเหมือนใบมะพร้าว กว้างราวสองเซนติเมตร มีขนเล็กๆคลุมทั้งใบ ดอกของว่านพร้าวมีสีเหลืองสวย กลีบดอกยาวราวห้าถึงหกกลีบ ดอกออกเป็นดอกเดี่ยว ผลของว่านพร้าวมีขนาดเล็กหนึ่งถึงสองเซนติเมตรด้านในของผลจะมีเมล็ดสีดำอยู่ภายใน บางท้องที่อาจจะเรียกว่านพร้าวด้วยชื่ออื่นๆเช่นว่านสากเหล็กเป็นต้น ว่านพร้าวในฐานะสมุนไพร ว่านพร้าวมีสรรพคุณในการลดระดับน้ำตาลในเลือด ควบคุมคอเลสเตอรอล เหมาะสำหรับผู้ที่ป่วยเป็นเบาหวาน ช่วยลดความดันโลหิต ขยายหลอดเลือด ทำให้เลือดไหลเวียนได้ดี ว่านพร้าวสามารถนำไปดองเหล้า ใช้เป็นยาแก้สมรรถภาพทางเพศเสื่อมสำหรับผู้ช่วย ส่วนผู้หญิง ว่านพร้าวใช้แก้วัยทอง ลดอาการหงุดหงิด อารมณ์ขึ้นๆลงๆได้ นอกจากนี้ว่านพร้าวยังมีสรรพคุณในการขับปัสสาวะ แก้ท้องร่วง ถ่ายท้อง แก้ปวดกระเพาะ รวมถึงแก้ไส้เลื่อนได้อีกด้วย ว่านพร้าวนำมาทำเป็นยาบำรุงกระดูก ช่วยบำรุงเส้นเอ็น สำหรับผู้ที่ชอบปวดตามเส้นเอ็น ปวดตามข้อ หรือมีอาการชาตามมือเท้าด้วย มีการทดลองว่านพร้าวในหลอดทดลอง ซึ่งทดลองใช้สาร curculigoside (CCGS) ที่สกัดมาจากว่านพร้าว พบว่าสารสกัดจากว่านพร้าวมีฤทธิ์ช่วยปกป้องสมองจากการถูกทำลายได้  นอกจากนั้นว่านพร้าวยังมีฤทธิ์บำรุงไต ลดอาการไตอักเสบ แต่อย่างไรก็ตามว่านพร้าวเองก็เป็นสมุนไพรที่มีฤทธิ์เป็นพิษด้วย ดังนั้นเวลาใช้ต้องระมัดระวัง ไม่เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการร้อนในอยู่แล้ว และไม่ควรรับประทานมากจนเกินไป ว่านพร้าวในรูปอาหารไทย ว่านพร้าวถูกนำมาใช้ด้านเป็นยาสมุนไพร ไม่นิยมนำมาทำเป็นอาหารรับประทาน แต่ผลของว่านพร้าวนำมารับประทานได้ มีรสหวาน ช่วยให้ชุ่มคอ สรรพคุณของว่านพร้าวและวิธีการนำไปใช้ สำหรับลดระดับน้ำตาลในเลือด ควบคุมคอเลสเตอรอล ลดความดันโลหิต แก้ท้องร่วง แก้ไส้เลื่อน ขับปัสสาวะ แก้กระเพาะอักเสบ แก้ถ่ายท้อง ใช้ส่วนของเหง้าต้มน้ำดื่ม แต่บางตำราก็มีการนำส่วนของเหง้าไปผสมกับสมุนไพรอื่นๆ ดองเหล้าแล้วนำมาดื่ม สำหรับแก้สมรรถนะทางเพศเสื่อมใช้เหง้าของว่านพร้าวผสมกับตัวยาอื่น เก๋ากี้ อิ๋นหยางฮั่ว เมล็ดฝอยทอง นำมาต้มรวมกันแล้วดื่ม สำหรับสตรีวัยทอง ต้องการบำรุงมดลูก ใช้ส่วนของรากนำมาต้มกับน้ำแล้วดื่ม หรือจะนำรากมาดองกับเหล้าก็ได้ จะช่วยรักษามดลูกอักเสบได้ด้วย ประโยชน์ของว่านพร้าวในด้านอื่นๆ ส่วนของใบนั้นเลือกที่ขนาดพอเหมาะสามารถนำมาห่อขนมได้เหมือนใบมะพร้าว

ขี้เหล็ก

ขี้เหล็ก

ขี้เหล็ก เป็นผักสมุนไพรที่ชื่อค่อนข้างจะดุดัน หากแต่คุณประโยชน์นั้นไม่ธรรมดาเลยทีเดียว สำหรับผักที่ชื่อว่าผักขี้เหล็ก โดยมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Senna siamea (Lam.) H.S.Irwin & Barneby ลักษณะของต้นขี้เหล็กนั้นจะมีลำต้นสูงเพราะเป็นไม้ยืนต้น อาจจะสูงถึง 15 เมตรเลยทีเดียว ส่วนของใบนั้นค่อนข้างเล็กประกอบเรียงกันกับก้านตรงกลางลักษณะการประกอบคล้ายขนนก ส่วนของดอกมีสีเหลืองกลีบดอกราว 5 กลีบเป็นรูปโค้งมน ดอกขี้เหล็กมีลักษณะเป็นช่อ แตกแขนงไปตามก้าน สรรพคุณของขี้เหล็กและวิธีการนำไปใช้ สำหรับช่วยให้นอนหลับสบาย บรรเทาความเครียด รวมถึงช่วยในเรื่องการขับถ่ายนั้นสามารถรับประทานในรูปแบบของอาหารอย่างการนำมาทำแกงขี้เหล็กได้เลย แต่ไม่ควรรับประทานสดๆ เพราะใบขี้เหล็กนั้นมีความเป็นพิษต่อตับ แต่การทำแกงขี้เหล็กนั้นจะนำใบอ่อนมาต้มน้ำแล้วคั้นหลายรอบ ความเป็นพิษจึงแทบไม่เหลืออยู่นั่นเอง ส่วนสูตรสำหรับเบาหวานนั้น ตามตำราโบราณให้เอาใบอ่อนกับสารส้มตำให้ละเอียด ผสมกับน้ำผึ้ง ปั้นเป็นก้อน รับประทานเพียงวันละหนึ่งก้อนเท่านั้น ส่วนผู้ที่มีอาการท้องผูก สามารถนำใบอ่อนตรงปลายยอดมาต้มกับน้ำผสมเกลือเพียงเล็กน้อย ดื่มก่อนอาหารเช้าเป็นยาระบายอย่างดี ขี้เหล็กในฐานะสมุนไพร มีการค้นพบว่าในใบขี้เหล็กมีสารบาราคอลที่มีฤทธิ์กล่อมประสาท เมื่อรับประทานแล้วจึงทำให้นอนหลับสบาย ลดความเครียด นอกจากนี้ใบขี้เหล็กนั้นยังย่อยยาก จึงกลายเป็นกากใยชั้นดีที่จะช่วยให้ผู้ที่รับประทานเข้าไปขับถ่ายได้สะดวก ในดอกขี้เหล็กนั้นอุดมไปด้วยวิตามินซีสูงมาก ช่วยต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย ทั้งยังช่วยบรรเทาอาการไข้ที่เกิดขึ้นและขับเสมหะได้ นอกจากนี้ยังสามารถนำมาทำเป็นยาในการรักษาเบาหวานอีกด้วย ขี้เหล็กในรูปอาหารไทย อาหารจานหลักที่ใช้ผักขี้เหล็กเป็นส่วนประกอบก็คือแกขี้เหล็กที่หลายคนอาจจะคุ้นชื่อ แต่อาจจะไม่ใคร่ชอบเท่าไหร่นัก เพราะบางครั้งอาจจะมีรสขมปนอยู่มากหากเธอแม่ครัวที่ไม่เชี่ยวชาญในการทำแกงขี้เหล็กนัก ส่วนที่ใช้ทำแกงขี้เหล็กคือใบ โดยต้องเลือกเป็นใบอ่อนตรงยอดที่แตกออกใหม่ของต้นขี้เหล็ก นำใบที่รูดจากก้านไปต้มแล้วคั้น เทน้ำส่วนนั้นทิ้ง บีบกากที่ต้มให้แห้ง ทำอย่างนี้ราว 2-3 ครั้ง ส่วนประกอบของแกงขี้เหล็กหักๆคือกะทิและเนื้อสัตว์ เนื้อสัตว์นั้นใส่เป็นหมูสามชั้นหรือปลาดุกย่างก็ได้ แล้วแต่ชอบ ส่วนใหญ่เป็นแกงโบรดของผู้สูงอายุ ประโยชน์ของขี้เหล็กในด้านอื่นๆ ผสมดอกขี้เหล็กกับมะกรูดย่างไฟ นำไปปั่นใส่พิมเสนและน้ำปูนใส ก่อนจะกรองเอาแต่น้ำผสมกับน้ำมันมะกอกนำไปหมักผมแก้รังแค

กระเจี๊ยบแดง

กระเจี๊ยบแดง

กระเจี๊ยบแดง สมุนไพรที่เราคุ้นเคยในรูปแบบของเครื่องดื่มสมุนไพรน้ำสีแดงเข้มที่เราเรียกกันว่าน้ำกระเจี๊ยบ มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Hibiscus sabdariffa Linn บางท้องถิ่นอาจจะเรียกว่ากระเจี๊ยบเปรี้ยวเพราะรสชาติที่เมื่อนำไปทำเครื่องดื่มแล้วมีรสเปรี้ยวนั่นเอง นอกจากนี้ยังมีชื่ออื่นๆแตกต่างกันไปตามแต่ละท้องถิ่นด้วย จัดเป็นไม้พุ่มที่มีการปลูกอย่างแพร่หลาย ลำต้นมีสีแดงอมน้ำตาลสูงราว 50-200 เซนติเมตร ใบเป็นใบเลี้ยงเดี่ยวลักษณะสามแฉก รอบใบหยัก คล้ายฟันเลื่อย ดอกกระเจี๊ยบแดงมีพื้นสีขาว ขอบดอกบางครั้งอมชมพูหรือแดง ส่วนตรงกลางบริเวณรอบเกสรมีสีแดง ผลกระเจี๊ยบมีสีแดงเข้มอมม่วง ทรงฐานเป็นทรงน้ำเต้า ปลายแยกเป็นแฉกบานออกไป หลายคนเข้าใจว่านี่คือส่วนดอกของมัน ทั้งที่ความจริงแล้วไม่ใช่ สรรพคุณของกระเจี๊ยบแดงและการนำไปใช้ แก้ความดันโลหิตสูง แก้ปัสสาวะขัด นิ่วในไต ลดไขมัน ลดคอเลสเตอรอล ใช้ผลกระเจี๊ยบแห้งต้มกับน้ำร้อน ดื่มเป็นประจำ หรือจะบดเป็นผงแล้วทำเป็นชาดื่มก็ได้ สำหรับลดพิษไข้ ขับเสมหะสามารถนำผลกระเจี๊ยบหรือใบมาต้มน้ำเดือดแล้วดื่ม โดยทำเป็นเครื่องดื่มน้ำกระเจี๊ยบสามารถใส่น้ำตาลเพื่อลดรสเปรี้ยว กระเจี๊ยบแดงในฐานะสมุนไพร กระเจี๊ยบแดงมีสรรพคุณในการลดไขมันในเส้นเลือด ลดคอเลสเตอรอล ทั้งยังมีการทดสอบกับผู้ป่วยที่ความดันโลหิตสูงพบว่าผู้ป่วยที่ดื่มชากระเจี๊ยบนั้นค่าความดันโลหิตลดลง จึงถือว่ากระเจี๊ยบแดงมีสรรพคุณในการลดความดันโลหิต นอกจากนี้สารแอนโทไซยานินและวิตามินซีในกระเจี๊ยบแดงยังช่วยบรรเทาพิษไข้ในร่างกาย สามารถขับเสมหะลดอาการไอได้เป็นอย่างดี ซึ่งชาวแอฟริกาใช้กระเจี๊ยบแดงเป็นยาลดอาการไอมาเป็นเวลานานแล้ว ทั้งวิตามินซียังป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟันด้วย ทั้งยังมีการทดลองสารแอนโทไซยานินในกระเจี๊ยบแดงพบว่ากำจัดมะเร็งได้ โดยเฉพาะมะเร็งเม็ดเลือดขาว  ไม่เพียงเท่านั้นในกระเจี๊ยบแดงยังมีฮอร์โมนเอสโตรเจนเหมาะสำหรับสตรีที่อยู่ในวัยทอง ซึ่งจะช่วยให้ลดอาการหงุดหงิดลงได้ รวมถึงรักษานิ่วในไต แก้อาการปัสสาวะขัดได้เป็นอย่างดี กระเจี๊ยบแดงในรูปอาหารไทย นอกจากนิยมนำผลมาทำเครื่องดื่มจำหน่ายย่างแพร่หลาย ผลของกระเจี๊ยบแดงยังสามารถนำมาทำอาหารได้มากมาย เช่นแกงส้มดอกกระเจี๊ยบ ซึ่งมีวิธีทำเหมือนแกงส้มที่เราคุ้นเคย เพียงแต่ใช้ดอกกระเจี๊ยบแดงเป็นส่วนประกอบเพิ่มเติมนั่นเอง หรือจะนำไปเป็นส่วนประกอบของยำก็ได้รสชาติและหน้าตาที่น่ารับประทานเช่นเดียวกัน นอกจากนั้นยังนำไปทำของหวานได้อีกด้วย นั่นก็คือแยมกระเจี๊ยบ กระเจี๊ยบแช่อิ่ม รสชาติหวานอมเปรี้ยว ประโยชน์ของกระเจี๊ยบในด้านอื่นๆ สีแดงจัดของกระเจี๊ยบสามารถคั้นเอามาทำสีผสมอาหาร จะให้สีแดงสด ซึ่งปลอดภัยกว่าการใช้สีผสมอาหารแบบสังเคราะห์

ผักเชียงดา

ผักเชียงดา

ผักเชียงดา ชื่อไพเราะนี้ยังมีชื่อเรียกอื่นๆอีกมากมายไม่ว่าจะเป็น ผักกูด ผักฮ่อนไก่เป็นต้น แตกต่างกันไปตามแต่ละท้องถิ่น ชื่อทางวิทยาศาสตร์ของเชียงดาคือ Gymnema inodorum (Lour.) Decne. ลักษณะของผักเชียงดาเป็นไม้เลื้อย ลำต้นเล็กมีสีเขียวจัด ต้นที่ใหญ่สุดจะมีเส้นผ่าศูนย์กลางราว 4-5 เซนติเมตร ใบของเชียงดาเป็นใบเดี่ยว ลักษณะรีตรงปลาย ผิวเรียบ สีเขียวจัดเช่นเดียวกัน ส่วนของดอกเชียงดานั้นจะออกดอกเป็นช่อ แต่ละดอกจึงมีขนาดเล็ก สีขาวอมเขียว ผลของเชียงดาเป็นผักรูปร่างยาวรีตรงปลาย สรรพคุณของเชียงดาและวิธีการนำไปใช้ หากต้องการใช้เพื่อระบายท้อง ช่วยให้ขับถ่ายสะดวกให้ใช้ใบแก่นำมาประกอบอาหารแล้วรับประทานได้เลย สำหรับผู้ที่เป็นเบาหวานจะนำมาปรุงอาหารเพื่อรับประทานหรือรับประทานเป็นผักสดก็ได้ แต่ต้องระวังยางสีขาวเวลาเก็บด้วย ควรล้างทำความสะอาดให้ดี  หรือจะนำไปตากแห้งบดเป็นผงแล้วชงดื่มเพื่อแก้เบาหวานก็ได้เช่นเดียวกัน ผักเชียงดาในฐานะสมุนไพร ถึงจะเป็นไม้เลื้อยแต่สรรพคุณของเชียงดาในฐานะสมุนไพรนั้นมากมายมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นการช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานตามปกติ ขับถ่ายสะดวก ท้องไม่ผูก จึงลดอัตราความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งลำไส้ มะเร็งกระเพาะอาหาร ผักเชียงดานั้นเหมาะทั้งสำหรับผู้ป่วยเบาหวานและผู้ที่กำลังลดน้ำหนัก เพราะมีฤทธิ์ช่วยเผาผลาญน้ำตาลในร่างกาย จึงลดระดับน้ำตาลในเลือด โดยมีการทดลองในประเทศอินเดียก่อนจะมีการทดลองโดยประเทศญี่ปุ่นอีกครั้ง พบว่าผักเชียงดาช่วยลดน้ำตาลในเลือดได้จริง ทั้งลดการใช้อินซูลินของผู้ป่วยเบาหวานได้ด้วย และจากการทดลองเพิ่มเติมไม่พบว่าผักเชียงดานั้นมีความเป็นพิษแต่อย่างไร นอกจากนั้นวิตามินที่อยู่ในผักชนิดนี้ช่วยบำรุงสายตา ลดอาการตาฝ้าตาฟางได้เป็นอย่างดี ซึ่งทางภาคเหนือของประเทศไทยใช้ผักเชียงดาเป็นทั้งอาหารและยามาเป็นเวลายาวนานเลยทีเดียว ผักเชียงดาในรูปอาหารไทย ผักเชียงดาสามารถนำไปประกอบอาหารได้หลายอย่าง เช่นแกงผักเชียงดา โดยการเก็บเอายอดผักเชียงดามาแกงร่วมกับปลาย่างหรือปลาแห้ง ใส่มะเขือเทศและผักเครื่องเทศต่างๆเช่นพริก หอมหัวแดง มะขามเปียกเป็นต้น ปรุงรสให้ออกเปรี้ยวหวาน สิ่งที่ต้องระวังคือผักเชียงดาจะมียาวขาวๆอยู่ด้วย เวลาเก็บต้องระวังอย่าให้เข้าตา รับประทานกับข้าวสวยร้อนๆอร่อยมาก หรือจะนำผักเชียงดามาผัดใส่ไข่ แกงเลียง หรือจะนำไปยำก็อร่อยไม่แพ้กัน ประโยชน์ของเชียงดาในด้านอื่นๆ มีการใช้ใบเชียงดาในการรักษาพิษไข้ ด้วยการนำมาตำให้ละเอียด แล้วนำไปพอกบริเวณกระหม่อมของศีรษะ จะช่วยลดอาการตัวร้อนเพราะพิษไข้ได้ แ

Page 1 of 812345...Last »

FanPage