ลูกใต้ใบ

ลูกใต้ใบ

ลูกใต้ใบ นั้นใครจะไปคิดว่าใต้ใบนั้นมีลูกเล็กๆที่มากด้วยสรรพคุณทางยาอย่างมากมายอยู่ ชื่อทางวิทยาศาสตร์ของลูกใต้ใบคือ Phyllanthus amarus Schumach & Thonn เป็นพืชที่ขึ้นทั่วไปในหลายประเทศรวมถึงแถบเอเชีย อย่างไทย ลาว และพม่าด้วย ในประเทศไทยนั้นมีชื่อเรียกแตกต่างกันตามท้องถิ่นเช่น หญ้าใต้ใบ มะขามป้อมดิน เป็นต้น ลักษณะลำต้นลูกใต้ใบสูงสุดราว 70 เซนติเมตร อายุไม่ยืนเพราะเป็นพืชล้มลุก ต้นมีสีเขียวเข้ม ใบคล้ายใบมะขาม เป็นรูปไข่เรียงกันรอบก้านใบเป็นแพ ผลของต้นลูกใต้ใบ มีสีเขียว ขนาดเล็ก ขึ้นอยู่ใต้ใบ อันเป็นที่มาของชื่อพืชชนิดนี้ ส่วนของดอกนั้นมีขนาดเล็กมาก เส้นผ่าศูนย์กลางราว 7-9 มิลลิเมตรเท่านั้น ในหนึ่งดอกจะมีกลีบดอกเล็กๆราว 5-6 กลีบ สรรพคุณของลูกใต้ใบและวิธีการใช้ ใช้ลูกใต้ใบทุกส่วน น้ำมาต้มกับน้ำ เคี่ยวให้ข้นพอประมาณแล้วนำมาดื่มครั้งละครึ่งแก้ว วันละหนึ่งครั้งหลังอาหาร เพื่อบำรุงตับ ขับพิษในตับ แก้อาการตัวเหลือง ลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งตับ ทั้งยังช่วยขับปัสสาวะ แก้โรคบิดอีกด้วย แต่หากใช้สำหรับแก้อาการปวดเมื่อยตามร่างกาย ให้นำต้นลูกใต้ไปตากแดดให้แห้งก่อนนำมาต้มดื่มเช่นเดียวกัน สามารถแก้ปวดข้อ ปวดหลังได้ดีใช้ส่วนของใบมาต้มน้ำดื่ม เพื่อรักษาอาการปวดท้อง มวนท้อง ท้องร่วง ลูกใต้ใบในฐานะสมุนไพร ลูกใต้ใบมีสรรพคุณทางยามากมาย และถูกใช้เป็นสมุนไพรมาเป็นเวลาช้านาน ด้วยสรรพคุณที่ดีต่อตับ เป็นสรรพคุณอันโดดเด่น ทั้งลดอาการอักเสบของตับ ลดอาการตาเหลือง ตัวเหลือง และช่วยบำรุงตับให้แข็งแรง ปรับไขมันในตับให้เป็นปกติ เคยมีการทดลองนำน้ำที่ต้มจากลูกใต้ใบให้หนูทดลองที่เป็นมะเร็งตับ พบว่าหนูทดลองมีอายุยืนยาวขึ้น ลูกใต้ใบจึงเหมาะที่จะทำเป็นเครื่องดื่มให้ผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งตับ นอกจากนั้นยังมีสรรพคุณขับสารพิษออกจากตับ ลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งตับของผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำได้อีกด้วย ส่วนสรรพคุณทางด้านที่เกี่ยวกับโรคอื่นๆนั้น ยังมีอีกมากมาย ทั้งช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดสำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน แต่ทั้งนี้ต้องใช้ควบคู่กับยาแผนปัจจุบัน และอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างสม่ำเสมอ   ลูกใต้ใบในรูปอาหารไทย ไม่นิยมนำลูกใต้ใบมารับประทานเป็นอาหาร นอกจากใช้ต้มแล้วนำน้ำที่ได้จากการต้มดื่มแทนน้ำชา ประโยชน์ของลูกใต้ใบในด้านอื่นๆ นำต้นลูกใต้ใบมาตำให้ละเอียดผสมกับเหล้าพอประมาณใช้พอกแก้ฝี แก้อาการฟกช้ำดำเขียวที่เกิดขึ้นตามร่างกายได้

ขึ้นฉ่าย

ขึ้นฉ่าย

เวลาเขียน เขียนขึ้นฉ่าย แต่เวลาเรียก เรียกว่าขึ้นช่าย ผักสมุนไพรที่มาพร้อมสรรพคุณล้นหลามอย่างคาดไม่ถึง ชื่อทางวิทยาศาสตร์ของขึ้นฉ่ายคือ Apium graveolens L. จัดอยู่ในตระกูลเดียวกับผักชี ลำต้นไม่ใหญ่นัก มีสีเขียว หากเป็นขึ้นฉ่ายฝรั่งลำต้นจะใหญ่กว่าขึ้นฉ่ายจีน และยังสูงกว่าด้วย ขึ้นฉ่ายฝรั่งสูงสุดราว 60 เซนติเมตร ส่วนขึ้นฉ่ายจีน สูงเป็นครึ่งหนึ่งของขึ้นฉ่ายฝรั่งเท่านั้น ส่วนใบของขึ้นฉ่าย รูปร่างคล้ายขนนก หากแต่ดูสั้นกว่า ขอบใบเป็นรอยหยัก เป็นแฉกลึก ส่วนของดอก พบว่าออกเป็นช่อ มีสีขาว กลีบดอกค่อนข้างเล็ก ส่วนปลายมน ผลของขึ้นฉ่ายเป็นสีน้ำตาลอมดำ มีขนาดค่อนข้างจะเล็กมาก สรรพคุณของขึ้นฉ่ายและวิธีการใช้ ใช้น้ำที่คั้นจากขึ้นฉ่าย ตั้งไฟให้อุ่นเสียเล็กน้อย หากไม่ชอบรสชาติ สามารถเติมน้ำผึ้งเพื่อให้รสชาติดีขึ้นได้ จากนั้นดื่มเป็นประจำ ช่วยทำให้นอนหลับสบาย ขับลมในกระเพาะอาหาร ปรับความดันโลหิตสูงให้สู่สภาวะปกติ ช่วยบำรุงหัวใจ และยับยั้งการเกิดมะเร็ง ขับพิษที่เกิดจากการที่ร่างกายได้รับควันบุหรี่ได้ นำขึ้นฉ่ายทั้งต้นไปลวกน้ำร้อนเสียหน่อย แล้วนำมาตำคั้นเอาแต่น้ำ ใช้ดื่มเพื่อขับเสมหะในลำคอ ส่วนผู้ที่ปวดเมื่อยข้อเป็นประจำ นำต้นขึ้นฉ่ายมาต้มกับน้ำดื่มเป็นประจำจะลดอาการปวดข้อตามร่างกายได้ หรือรับประทานสดๆ จิ้มกับน้ำพริก นำไปประกอบอาหารก็ได้ ขึ้นฉ่ายในฐานะสมุนไพร ขึ้นฉ่ายจัดเป็นผักสวนครัวที่มีสรรพคุณทางสมุนไพร ในขึ้นฉ่ายมีสาระสำคัญอย่าง 3-n-butylphthalide แร่โพแทสเซียม เกลือแร่ ฟอสฟอรัส ที่ช่วยปรับสมดุลของโลหิต และความดันให้อยู่ในระดับปกติ แก้อักเสบ ลดอาการปวดตามข้อต่างๆในร่างกาย ทั้งยังมีสรรพคุณช่วยขับปัสสาวะได้อีกด้วย อีกอย่างหนึ่งคือสารต้านอนุมูลอิสระในขึ้นฉ่ายนั้นก็ไม่น้อยหน้าใคร เพราะขึ้นฉ่ายเป็นพืชตระกูลเดียวกับผักชี ซึ่งมีสรรพคุณบำรุงผิวพรรณ ช่วยให้โลหิตไหลเวียนดี ผิวก็เปล่งปลั่งมีน้ำมีนวล นอกจากนี้สาร phthalides ซึ่งมีสรรพคุณทำให้มะเร็งที่เริ่มก่อตัวนั้นฝ่อลงไป จึงถือว่าขึ้นฉ่ายสามารถต้านมะเร็งได้ โดยเฉพาะมะเร็งปอดที่เกิดจากการสูดดมควันบุหรี่ ขึ้นฉ่ายในรูปอาหารไทย ขึ้นฉ่ายเป็นพืชที่ใช้ประกอบอาหารประจำวัน ส่วนใหญ่นิยมนำมาทำอาหารประเภทผัด โดยเฉพาะผัดกับปลา เช่นปลาผัดขึ้นฉ่ายที่ใช้เนื้อปลา ผัดกับขึ้นฉ่าย ปรุงรสด้วยซอส น้ำตาล และอื่นๆให้ออกรสกลมกล่อม ขึ้นฉ่ายมีกลิ่นหอม ทำให้อาหารน่ารับประทาน สามารถดับกลิ่นคาวปลาและเนื้อสัตว์อื่นๆได้ด้วย นอกจากนี้ยังนิยมนำไปใส่ในยำ เพื่อให้ยำมีกลิ่นหอม น่ารับประทานยิ่งขึ้น ประโยชน์ของขึ้นฉ่ายในด้านอื่นๆ มีการสกัดเอาน้ำมันขึ้นฉ่ายไปผสมในเครื่องสำอางเช่น สบู่ ครีมทาผิวเป็นต้น เนื่องจากขึ้นฉ่ายมีกลิ่นหอม ช่วยให้นอนหลับสบายนั่นเอง

อบเชย

อบเชย

อบเชย เป็นสมุนไพรที่ไม่เพียงมากด้วยสรรพคุณที่เป็นประโยชน์เท่านั้น แต่ยังมีกลิ่นหอมอีกด้วย อบเชยมีชื่อสากลว่า Cinnamon ส่วนชื่อทางวิทยาศาสตร์ของอบเชยคือ Cinnamomum spp.ในประเทศไทยมีชื่อเรียกที่แตกต่างกันออกไปตามท้องถิ่น บางที่เรียกฝักดาบ บางที่เรียกสุวงก็มี  อบเชยนั้นมีมากมายหลายชนิด แต่ชนิดที่ดีที่สุดคืออบเชยญวน ส่วนลำต้นของอบเชยนั้นมีลำต้นขนาดใหญ่ถือเป็นไม้ยืนต้นชนิดหนึ่ง เปลือกของลำต้นมีสีน้ำตาล ค่อนข้างหนา ใบสีเขียวเข้มผิวใบเป็นมันรูปร่างรีปลายแหลมพอประมาณ  ดอกมีขนาดค่อนข้างเล็กมากออกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง ในประเทศไทยเราพบอบเชยมากกว่า 15 ชนิดเลยทีเดียว อบเชยในฐานะสมุนไพร สรรพคุณที่โดดเด่นของอบเชยคือสรรพคุณในการรักษาระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวาน จากการค้นพบโดยศูนย์วิจัยด้านสารอาหารเพื่อมวลมนุษย์ ซึ่งในอบเชยมีสารประกอบโพลีฟีนอลชนิดหนึ่ง ที่ทำหน้าที่คล้ายอินซูลิน ดึงน้ำตาลกลูโคสในร่างกายไปใช้ ทำให้ระดับน้ำตาลของผู้ป่วยเบาหวานอยู่ในระดับที่พอเหมาะมากขึ้นนั่นเอง ไม่เพียงเท่านั้นอบเชยยังมีสรรพคุณอื่นๆมากมายไม่ว่าจะเป็น การช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอ อาการไอ ซึ่งผู้ที่ต้องใช้เสียงหรือการพูดค่อนข้างมากจะอมอบเชยเพื่อให้ชุ่มคอ นอกจากนี้อบเชยยังมีสรรพคุณในการช่วยขับลมในท้อง ลดอาการอึดอัดจุกเสียดแน่นท้อง ทั้งยังบรรเทาอาการที่เกิดจากแผลในกระเพาะอาหารอีกด้วย นอกจากนี้กลิ่นหอมของอบเชยยังทำให้อาการวิงเวียนศีรษะดีขึ้นอีกด้วย สรรพคุณของอบเชยและวิธีการนำไปใช้ สำหรับใช้ในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ให้ผู้ป่วยปฏิบัติตนและทานยาตามแพทย์แผนปัจจุบัน ควบคู่ไปกับการใช้อบเชยผง สามารถนำมาใช้โรยข้าวรับประทาน หรือโรยใส่เครื่องดื่มได้ ทั้งนี้ควรแจ้งแพทย์ที่รักษาด้วยว่าได้ใช้อบเชยผงร่วมด้วย สำหรับแก้เจ็บคอสามารถอมกิ่งอ่อนตากแห้ง หรือจะนำแท่งอบเชยแช่น้ำ แล้วจิบน้ำที่แช่แท่งอบเชยนั้นก็ได้ ใช้อบเชยแท่งที่ขายทั่วไป นำมาบดแล้วชงกับน้ำร้อน ดื่มก่อนอาหารเพื่อลดความดันโลหิต ประโยชน์ของอบเชยในด้านอื่นๆ ผสมผงอบเชยกับมะนาว นม น้ำมันมะกอกหรือน้ำมันมะพร้าวก็ได้ นำไปขัดผิวบริเวณที่แห้งกร้าน จะทำให้ผิวบริเวณนั้นเนียนและนุ่มขึ้น อบเชยในรูปอาหารไทย สำหรับอบเชยนั้นจะอยู่ในรูปเครื่องเทศที่นำมาปรุงอาหาร ถือเป็นส่วนผสมที่ทำให้อาหารไทยน่ารับประทานมากยิ่งขึ้น เมนูอาหารที่ใช้อบเชยเป็นส่วนผสมก็อย่างเช่นแกงมัสมั่น ที่ติดอันดับอาหารไทยที่อร่อยอันดับหนึ่งของโลก แกงพะโล้ ก๋วยเตี๋ยว เนื้อตุ๋น เป็นต้น นอกจากอาหารไทยแล้ว อบเชยยังเป็นส่วนผสมของขนมจำพวกเบเกอรี่ และเครื่องดื่มอย่างกาแฟบางสูตรด้วย

มะระขี้นก

มะระขี้นก

มะระขี้นก ฟังชื่อว่าเป็นมะระหลายคนอาจจะนึกถึงรสชมของผักสมุนไพรชนิดนี้เลยก็ได้ แต่ที่อาจจะนึกไม่ถึงก็คือสรรพคุณอันมากมายมหาศาลของมันนั่นเอง มะระขี้นกมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Momordica charantia L. จัดเป็นไม้เลื้อย ลำต้นค่อนข้างเล็กบาง ใบนั้นเว้นลึกเข้ามา หรือจะเรียกว่าแยกออกไปเป็นแฉกก็ได้ ส่วนขอบใบหยัก ดอกของต้นมะระขี้นกนั้นมีสีเหลือง กลีบค่อนข้างบางแยกเป็น 5 กลีบ ส่วนของผลนั้นเป็นลูกเล็ก มีสีเขียวเข้ม ผิวขรุขระ จะแตกต่างจากลักษณะของมะระปกติทั่วไปอย่างสิ้นเชิง มะระขี้นกในรูปอาหารไทย ด้วยความที่ถือว่าเป็นพืชสมุนไพรที่มีสรรพคุณอย่างดีเยี่ยม ทำให้มีการนำมะระขี้นกมาเป็นส่วนประกอบของอาหารหลายชนิด ดัดแปลงเพื่อให้รับประทานง่ายขึ้นด้วย ไม่ว่าจะเป็นการปอกเปลือก นำไส้ในออกเพื่อลดรสขมก่อนจะฝานมะระขี้นกเป็นชิ้นบางๆ ก่อนจะนำไปผัดกับไข่ ปรุงรสตามใจชอบด้วยเครื่องปรุงรส รับประทานกับข้าวสวยร้อนๆ หรือจะเป็นการนำมะระขี้นกมาแกงป่า ส่วนผสมมีทั้งเนื้อหมูและเครื่องเทศ เพิ่มประโยชน์ทางยาจากเครื่องเทศต่างๆได้อีกด้วย เรียกว่าเป็นผักสมุนไพรอีกหนึ่งชนิดที่นิยมนำมาทำเป็นอาหารเช่นเดียวกัน มะระขี้นกในฐานะสมุนไพร สรรพคุณที่โด่งดังของมะระขี้นกคือการบรรเทาอาการของโรคเบาหวาน เพราะช่วยลดน้ำตาลในเลือดได้เป็นอย่างดี สารที่อยู่ในมะระขี้นกซึ่งช่วยในเรื่องนี้คือสาร Charatin ทำให้อินซูลินที่หลั่งจากตับอ่อนนั้นมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ทำให้การหลั่งของเอนไซม์กลูโคไซเดสนั้นลดลง จึงลดการเกิดเบาหวานได้ และยังทำให้การผลิตกลูโคสในลำไส้เล็กนั้นลดจำนวนลงได้ด้วย เรียกว่าสำหรับเบาหวานแล้ว มะระขี้นกถือเป็นยาที่ดีมากเลยทีเดียว ไม่เพียงเท่านั้นยังมีสรรพคุณอื่นที่โดเด่นอีก ซึ่งเนื่องมาจากการที่มะระขี้นกมีสรรพคุณในการลดการหลั่งของกลูโคส ซึ่งเป็นแหล่งอาหารชั้นดีของมะเร็งด้วย จึงทำให้มะระขี้นกสามารถลดอัตราการเกิดมะเร็งที่ตับอ่อนได้และได้มีการทดลองโดยมหาวิทยาโคโรลาโด ตีพิมพ์รายงานการวิจัยลงในนิตยสาร  Carcinogenesis  อีกด้วย สรรพคุณของมะระขี้นกและวิธีการนำไปใช้ สำหรับชะลอการเกิดมะเร็งและเบาหวาน ใช้น้ำคั้นจากมะระขี้นก โดยก่อนปั่นให้ขูดเอาเมล็ดออกก่อน เพื่อลดรสชาติขมซึ่งจะทำให้ลำบากในการดื่ม โดยใช้ดื่มหลังอาหารเช้าหรือเย็นก็ได้ ตามแต่สะดวก ใบสดก็สามารถนำมาต้มกับน้ำแล้วดื่ม มีสรรพคุณรักษาโรคกะเพาะ ประโยชน์ของมะระขี้นกในด้านอื่นๆ นำผลสดของมะระขี้นกผิงไฟจนกระทั่งแห้ง แล้วนำมาบด เพื่อทาหรือพอกรักษาแผลที่เป็นหนองหรือโรยแก้อาการหิดบริเวณที่เป็นก็ได้

กระเจี๊ยบเขียว

กระเจี๊ยบเขียว

กระเจี๊ยบเขียว กระแสกลูตาไธโอนกำลังดัง เพราะเป็นยาที่ทำให้ผิวขาวสวย แต่ใครเลยจะรู้ว่ากระเจี๊ยบเขียว พืชผักสมุนไพรของเรานี่แหละที่มีกลูตาไธโอนตามธรรมชาติที่แสนจะปลอดภัย ชื่อทางวิทยาศาสตร์ของกระเจี๊ยบเขียวคือ Abelmoschus esculentus (L.) Moench  ถือเป็นพืชล้มลุกที่มีถิ่นกำเนิดแถวแอฟริกา ขนาดลำต้นไม่ใหญ่นัก สีสีแดงอมน้ำตาล สูงสุดราวสามเมตรเท่านั้น ใบของกระเจี๊ยบเขียวค่อนข้างใหญ่กระจายเป็นแฉกขนาดใหญ่มีรอยหยักรอบๆ ส่วนดอกนั้นมีสีเหลืองอมเขียวอ่อน กลีบดอกซ้อนกัน ส่วนของผลนั้นจะเป็นฝักเรียวปลายแหลม มีสีเขียวเข้ม ภายในมีเมล็ดอ่อนสำหรับไว้ขยายพันธุ์ กระเจี๊ยบเขียวในรูปอาหารไทย ส่วนที่นำมาประกอบอาหารนั้นจะเป็นในส่วนของผล โดยสามารถนำมาลวกจิ้มกับน้ำพริกกินก็ได้รสอร่อย ถือเป็นผักสมุนไพรที่ใช้กินเคียงน้ำพริกได้แทบทุกชนิด หรือจะนำมาประกอบเป็นกับข้าวก็ได้ เช่น นำผลของกระเจี๊ยบเขียวมาผัดน้ำมันหอย ใส่หมูสันและปรุงรสเล็กน้อย ทั้งอร่อยทั้งได้ประโยชน์ ไม่เพียงเท่านั้นยังมีเมนูอาหารอีกมากมายที่ใช้กระเจี๊ยบเขียวเป็นส่วนประกอบไม่ว่าจะเป็นแกงส้มกระเจี๊ยบเขียว ยำกระเจี๊ยบเขียว หรือแกงเลียงกระเจี๊ยบเขียวเป็นต้น เรียกได้ว่าเป็นผักสมุนไพรที่อยู่คู่โต๊ะอาหารของคนไทยจริงๆ   กระเจี๊ยบเขียวในฐานะสมุนไพร กระเจี๊ยบเขียว นั้นอุดมไปด้วยสารอาหารที่เป็นประโยชน์มากมายซึ่งหลายคนอาจจะคาดไม่ถึงกันเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นเมือกที่เรียกว่าเพ็กติน ซึ่งจะช่วยเคลือบลำไส้และแผลที่เกิดขึ้นภายในกระเพาะอาหาร ช่วยบรรเทาอาการโรคอาการปวดท้องแสบร้อยที่เกิดจากการเป็นแผลในกระเพาะอาหารได้เป็นอย่างดี สำหรับคนที่ท้องผูกเป็นประจำให้รับประทานกระเจี๊ยบเขียวอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากในกระเจี๊ยบเขียวนั้นอุดมไปด้วยใยอาหาร จะทำให้ขับถ่ายได้คล่อง ทำให้กระเจี๊ยบเขียวนั้นจัดเป็นผักสมุนไพรที่ช่วยป้องกันมะเร็งลำไส้ เพราะไปปรับสมดุลลำไส้และระบบขับถ่ายนั่นเอง นอกจากนั้นยังมีสารโฟเลตที่ช่วยบำรุงเลือด บำรุงสมองให้สามารถจดจำอะไรได้ดี ไม่เป็นโรคหลงๆลืมๆ อีกด้วยที่สำคัญยังอุดมไปด้วยสารกลูตาไธโอนที่จะช่วยบำรุงผิวของสาวๆให้สวยใสแข็งแรง สรรพคุณของกระเจี๊ยบเขียวและวิธีการนำไปใช้ สำหรับบรรเทาอาการแผลในกระเพาะอาหารให้รับประทานกระเจี๊ยบเขียวจำนวน 3 ฝักติดต่อกันเป็นประจำ สำหรับขับพยาธิตัวจี๊ดให้รับประทานผลกระเจี๊ยบเขียวติดต่อกันเป็นเวลาราว 15 วัน เวลาสำหรับรับประทานคือก่อนอาหาร ใช้ส่วนของรากนำมาต้มน้ำแล้วดื่มเพื่อรักษาโรคซิฟิลิสได้ด้วย ประโยชน์ของกระเจี๊ยบเขียวในด้านอื่นๆ ใช้ส่วนของรากคั้นเอาน้ำเพื่อล้างแผลได้ ส่วนของผลอ่อนนำมาบดและพอกเพื่อบำรุงผิวหน้าให้ดูสดใสอ่อนเยาว์ ส่วนของดอกนำมาบดและพอกเพื่อกำจัดผีได้ การปลูก”กระเจี๊ยบเขียว”

ถ้าไม่มีต้นไม้จะเป็นอย่างไร ทดลองการพังทลายของหน้าดิน

ถ้าไม่มีต้นไม้จะเป็นอย่างไร ทดลองการพังทลายของหน้าดิน

การทดลองนี้เหมาะแก่การนำมาสอนหรือนำพาเด็กมาร่วมทดลองเพราะจะสร้างความอยากรู้และเสริมสร้างจิตสำนึกให้รู้จักอนุรักษ์ธรรมชาติ และให้เขาได้สังเกตุกระบวนการเจริญเติบโตของพืช เนื่องจากเด็กเล็กจะสามารถจดจำและเรียนจากประสบการณ์จริงหรือได้มองเห็นการเปลียนแปลงทีละเล็กน้อยได้ดี ทำให้เขาได้รู้ถึงความเป็นจริงว่า ต้นไม้ไม่ได้มาจากซูเปอร์มาร์เก็ตหรือร้านดอกไม้ ในการเปลี่ยนแปลงทีละเล็กน้อยของพืชจะทำให้เด็กเกิดคำถามและคำถามเหล่านี้จะเป็นสิ่งที่จดจำของเขา เนื่องจากในขณะนี้กระแสการอนุรักษ์ธรรมชาติกำลังมาแรง และเป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนควรใส่ใจอย่างจริงเสียที เนื่องจากต้นไม้และพืชพักต่าง ๆ นั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นและควรแก่การดูแลรักษา การทดลองนี้จะเป็นการทดลองการป้องกันการพังทลายของหน้าดินจากพืชผัก นำขวดพลาสติกจำนวน 3 ขวดมาตัดดังรูป และวางไว้เป็นบนพื้นเรียบในระดับความสูงที่เท่ากัน (จากรูปจะใช้กาวร้อนเป็นยึดระหว่างขวดพลาสติกและแผ่นไม้อัดที่รองขวด) ในส่วนของคอขวดควรยืนออกมาจากระยะของไม้อัดที่รองของขวด และใส่ดินลงไปในขวดและอัดให้แน่นเท่าที่เป็นไปได้ โดยให้มีระดับความสูงต่ำกว่าหรือใกล้เคียงกับปากขวด ตัดส่วนท้ายของขวดพลาสติกเพิ่มขึ้น 3 ชิ้น จากนั้นเจาะรูเป็นสำหรับใช้เชือกแขวนกับคอขวดเพื่อทดลองเก็บน้ำตัวอย่างจากการทดลอง จากนั้นนำเมล็ดพืช (ในที่นี้ใช้ แพงพวย โหระพา และกระเทียม) แล้วกดลงในดินเล็กน้อยและรดน้ำพอประมาณ จากนั้นครอบขวดใบแรกเพื่อเร่งการเจริญเติบโตในขวดที่สองใส่ซากพืชที่ตายแล้ว (กิ่งไม้เปลือกใบรากตาย) และขวดที่สามไม่ต้องใส่อะไรลงไป ในตอนนี้พืชจะเริ่มเจริญเติบโตขึ้นแล้วจะสังเกตุได้ว่าจะมีน้ำออกมาที่รองของแต่ละขวด โดยจะมีความปนเปื้อนของดินมากขึ้นตามลำดับ นี่คือภาพที่ถ่ายสองสัปดาห์หลังหยอดเมล็ด เร่งกระบวนการทดลองโดนในพืชที่เติบโตเต็มที่แล้วมาใส่ในขวดแรก จากนั้นเทน้ำลงในขวดที่ปริมาณที่เท่ากันทุกขวด (สังเกตุจากรูปจากทำเครื่องหมายไว้ที่ภาชนะบรรจุเพื่อให้ได้น้ำปริมาณที่เท่ากัน) สังเกตุผลการทดลอง จากรูปจะเห็นได้ว่าน้ำที่ไหลออกมาจากขวดแรกอาจจะไม่ได้ใสสะอาด แต่เมื่อเปรียบเทียบกับอีกสองขวดแล้วสามารถสรุปได้ทันทีว่าพืช ผัก ต้นไม้ มีส่วนช่วยในป้องกันการพังทลายของหน้าดิน CR : http://www.lapappadolce.net/science-experiment-on-soil-erosion-3/  

หญ้าหวาน

หญ้าหวาน

หญ้าหวาน เป็นพืชขนาดเล็กชนิดหนึ่ง ที่นับได้ว่าเป็นสมุนไพรที่มีต้นกำเนิดจากอเมริกาใต้ หญ้าหวานเป็นทางเลือกที่ปลอดภัย สำหรับคนที่ต้องการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด เพราะให้ความหวานตามธรรมชาติโดยที่ไม่ทำให้ระดับน้ำตาลพุ่งสูง หญ้าหวานมักถูกพบในเมืองปารากวัย ในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา และจากการทดลองทางวิทยาศาสตร์ล่าสุดพบว่า มันเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่มีปัญหาคอเลสเตอรอล และ ความดันโลหิต โดยปัจจุบันถูกนำมาสกัดเป็นสารให้ความหวานแทนน้ำตาล สรรพคุณของหญ้าหวานและการนำไปใช้ สำหรับการใช้หญ้าหวานแทนน้ำตาลนั้น หากใช้สำหรับให้ความหวานในเครื่องดื่มจำพวกชา กาแฟ สามารถใส่ใบหญ้าหวานลงไปราว 1-2 ใบ หรือจะใช้สารให้ความหวานที่สกัดมาจากหญ้าหวาน ซึ่งเริ่มมีวางจำหน่ายกันอย่างแพร่หลายมากขึ้น ซึ่งจะทำให้สะดวกมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการนำมาทำเครื่องดื่มหรือขนมก็ตาม หรือจะใช้ใบหญ้าหวานตากแห้งชงดื่มเหมือนชา สำหรับผู้ป่วยเบาหวานที่ยังต้องการรสชาติหวาน ซึ่งจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดนั้นยังถูกควบคุมเอาไว้ได้ หญ้าหวานในฐานะสมุนไพร ด้วยเพราะว่าใบของหญ้าหวานนั้นมีรสหวานที่มากกว่าน้ำตาล แต่ออกฤทธิ์ไม่คล้ายกันมากนัก เพราะหญ้าหวานจะออกฤทธิ์ช้ากว่า แต่ความหวานจะอยู่ได้นานกว่า ทั้งยังเป็นความหวานนั้นไม่ถูกย่อยให้เกิดพลังงาน แคลอรี่เองก็ต่ำมากเช่นเดียวกัน ความหวานจากหญ้าหวานจึงเหมาะสำหรับผู้ป่วยเบาหวานที่ต้องการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด เพราะไม่ทำให้น้ำตาลในเลือดสูงขึ้นนั่นเอง นอกจากสำหรับผู้ป่วยเบาหวานแล้ว หญ้าหวานยังเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก ผู้ที่เป็นความดันโลหิตสูงและเป็นโรคหัวใจด้วย นอกจากความหวานแล้ว หญ้าหวานยังมีประโยชน์ในการบำรุงตับอ่อน ช่วยให้แผลทั้งภายในและภายนอกหายได้เร็วขึ้นอีกด้วย ประโยชน์ต่อสุขภาพของหญ้าหวาน หญ้าหวาน เป็นสมุนไพรที่มีแคลอรี่ต่ำมาก โดยใบแห้งของมันมีความหวานมากกว่าน้ำตาลถึง 40 เท่า  และยังปราศจากสารอาหารประเภทแป้งอย่าง คาร์โบไฮเดรต จึงไม่ทำให้เกิดการสังเคราะห์เช่นเดียวกับซูโครสและคาร์โบไฮเดรตอื่น ๆ สารสกัดจากหญ้าหวานเช่น Rebaudioside-A จะพบว่ามีความหวานกว่าน้ำตาลถึง 300 เท่า นอกจากนี้ยังสามารถนำไปทำเป็นเป็นส่วนประกอบของอาหารแคลอรี่ต่ำหลายชนิด และยังทนทานต่ออุณหภูมิสูง นอกจากนี้หญ้าหวานยังนับเป็นสมุนไพรที่มีคุณค่าและแร่ธาตุทางวิตามินที่หลากหลาย ไม่เพียงแต่ความหวานเท่านั้น และด้วยความที่หญ้าหวานเป็นสารให้ความหวานที่ไม่ใช่คาร์โบไฮเดรต ดังนั้นมันจึงไม่เป็นประโยชน์แก่การเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย อาทิเช่น ในช่องปาก ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดโรคฟันผุ แต่ในทางตรงกันข้ามสารประกอบบางอย่างในหญ้าหวาน ถูกพบว่ามีฤทธิ์ในการยับยั้งการเกิดโรคฟันผุที่ก่อให้เกิดแบคทีเรียในช่องปากอีกด้วย ไกลโคไซด์บางอย่างในสารสกัดจากหญ้าหวานนั้นพบว่ามีผลต่อการขยายของหลอดเลือด ช่วยเพิ่มการขับถ่ายโซเดียมออกจากปัสสาวะ อีกทั้งยังช่วยลดความดันโลหิต การใช้หญ้าหวาน กับการแพทย์แผนปัจจุบัน ชาวอเมริกันพื้นเมืองภาคใต้มักใช้สารสกัดจากหญ้าหวานในการลดน้ำหนัก และรักษาแผลติดเชื้อได้ในบางกรณี นอกจากนี้ยังเชื่อว่ามันเป็นยาบำรุงสำหรับผู้ที่ต้องการรักษาภาวะซึมเศร้า ปัจจุบันหญ้าหวานถูกนำมาทำเป็นสารสกัด และสารให้ความหวานแทนน้ำตาลที่ผสมลงในผลิตภัณฑ์หลากหลายชนิด อย่างถูกต้องตามกฎหมาย รวมถึงผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหลากหลายยี่ห้อ ทั้งในเวย์โปรตีน ขนมขบเคี้ยว และเบเกอร์รี่ที่ดัดแปลงสูตรให้มีแคลอรี่ให้ต่ำลงต่างๆ  ที่มีข้อบ่งชี้ว่ามีความปลอดภัยมากกว่าสารให้ความหวานชนิดอื่นๆเช่น แอสปาร์แตม แม้แต่ประเทศอุตสาหกรรมอย่างญี่ปุ่น ก็มีการนำหญ้าหวาน หรือที่รู้จักกันในชื่อ Stevia  ไปใช้อย่างแพร่หลาย โดยการศึกษาพบว่าจะไม่เป็นอันตรายสำหรับมนุษย์ที่บริโภค โดยทาง FDA (สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา) ให้จัดเรทให้หญ้าหวานเป็นสมุนไพรประเภท GRAS (generally recognized as safe หรือ ที่เรียกว่าได้รับการยอมรับโดยทั่วไปเป็นที่ปลอดภัย)  แม้กระทั่งคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ก็สามารถรับประทานได้ ประโยชน์ของหญ้าหวานในด้านอื่นๆ ในวงการญี่ปุ่นมีการนำหญ้าหวานมาใช้ในการให้ความหวานแทนน้ำตาล เนื่องจากสารให้ความหวานในน้ำตาลนั้นทนความร้อนได้ดี อาหารที่ใช้หญ้าหวานเป็นส่วนผสมจึงไม่เน่าเสียง่ายนั่นเอง

ลดความอ้วนแบบธรรมชาติด้วยเครื่องเทศที่หาง่าย

ลดความอ้วนแบบธรรมชาติด้วยเครื่องเทศที่หาง่าย

หากคุณมีความคิดที่จะลดความอ้วนแล้ว คุณอาจนึกถึง ไก่ ผัก ข้าวกล้อง และผลไม้ แต่คุณกำลังพลาดสิ่งสำคัญสิ่งหนึ่งไปที่ทำให้การลดความอ้วนของคุณนั้นอาจเกิดผลมากขึ้น! สิ่งนั้นคือ สมุนไพรและเครื่องเทศ ต่างๆ ซึ่งเราจะนำความลับมากล่าวให้คุณฟังดังต่อไปนี้ เครื่องเทศเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะเพิ่มรสชาติให้อาหารของคุณโดยไม่เพิ่มแคลอรี่ เหมือนอย่างเครื่องปรุงชนิดอื่นๆอย่างน้ำตาล หรือน้ำปลา ที่จะไปเพิ่มโซเดียมจำนวนมาก วิจัยแสดงให้เห็นว่าถ้าคุณไม่ชอบรสชาติของอาหารแล้วละก็ โอกาสน้อยมากที่คุณจะควบคุมตารางอาหารที่คุณวางแผนขึ้น เครื่องเทศนั้นจะช่วยเพิ่มรสชาติให้กับเนื้อไก่จืดๆ ทำให้คุณมีความสุขกับการรับประทานอาหารมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นความจริงที่ว่า เครื่องเทศหอมๆนั้น จะสามารถเพิ่มการเผาผลาญของคุณและช่วยให้ร่างกายของคุณเผาผลาญไขมันได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น ขมิ้น เครื่องเทศสีเหลืองสีสดใสนี้เองที่จะช่วยเพิ่มการเผาผลาญให้กับร่างกายของคุณ  จากการศึกษามหาวิทยาลัยทัฟส์เมื่อปี 2009 สารที่ออกฤทธิ์ในขมิ้นนั้นพบว่าเพิ่มความร้อนในร่างกายให้สูงขึ้น อันเป็นเหตุให้ร่างกายดึงไขมันออกมาใช้มากขึ้น นอกจากนี้ ขมิ้นยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพในด้านอื่น ๆ เช่นการช่วยต่อสู้กับโรคอัลไซเมอร์ รวมถึงการรักษาระดับฮอร์โมนระหว่างที่คุณผู้หญิงมีประจำเดือน อบเชย เครื่องเทศสุดคลาสสิกนี้เชื่อว่า มันสามารถรักษาความสมดุลของระดับน้ำตาลในเลือด และช่วยลดความอยากอาหาร  ทำให้คุณรู้สึกอิ่มนานขึ้น ดังนั้นคราวหน้าที่คุณรับประทานอาหาร ลองโรยผงอบเชยเพียงเล็กน้อย ก็จะทำให้อาหารของคุณมีกลิ่นหอมน่าทานมากยิ่งขึ้น หรือในบางครั้งอบเชยยังถูกนำไปผสมในขนม หรือเครื่องดื่มบางชนิดได้อีกด้วย พริกป่น คุณคงทราบชื่อเสียงของพริกป่นดีอยู่แล้วว่ามีฤทธิ์เผ็ดร้อนเพียงใด และแน่นอนความเผ็ดร้อนนี้เองที่จะไปเร่งอุณหภูมิในร่างกายของคุณให้สูงขึ้น อันเป็นเหตุให้อัตราการเผาผลาญพลังงานของร่างกายคุณทำงานได้ดียิ่งขึ้นนั่นเอง ในความเป็นจริงการเพิ่มเครื่องเทศอย่างเช่นพริกป่นในอาหาร สามารถช่วยให้คุณเผาผลาญได้ถึง 100 แคลอรี่ต่อมื้อ ผงยี่หร่า ยี่หร่าเป็นเครื่องเทศชนิดหนึ่งที่คุณสามารถใช้ได้เพียงแต่น้อย การเติม ผงยี่หร่าเพียงแค่หนึ่งช้อนชา ในมื้ออาหารของคุณต่อวัน จะสามารถช่วยให้คุณเผาผลาญไขมันในร่างกายได้ดีขึ้น ตามการศึกษาล่าสุดที่ถูกทดลองกับผู้หญิงที่มีน้ำหนักเกิน ซึ่งคุณสามารถเติมผงยี่หร่าในอาหารได้หลายประเภทเช่น ซุป, น้ำสลัด, หรือนำไปหมักอาหารประเภทเนื้อก็ได้ นี่เป็นเครื่องเทศเพียงเล็กน้อยจากเครื่องเทศหลายสิบกว่าชนิดเท่านั้น ซึ่งปัจจุบันเครื่องเทศก็หาได้ง่ายมากมายหลายประเภทตามซุปเปอร์มาร์เก็ตทั่วๆไป อย่ามัวแต่นั่งทานอาหารจืดๆอยู่ที่บ้าน แต่หาเครื่องเทศหอมๆ มาปรุงแต่งรสให้กับอาหารมื้อคลีนของคุณกันเถอะ

คาเฟอีนกับการออกกำลังกาย ประโยชน์ที่คุณไม่ควรพลาด

คาเฟอีนกับการออกกำลังกาย ประโยชน์ที่คุณไม่ควรพลาด

เกือบร้อยละ 80 ของผู้ใหญ่ในสหรัฐอเมริกาบริโภคคาเฟอีนกันแทบจะทุกวัน แต่จะซักกี่คนที่จะทราบว่า ความจริงแล้วคาเฟอีนมีประโยชน์มากกว่าแค่ทำให้คุณตาสว่าง แต่มันยังมีผลกับการส่งมอบพลังงาน และการระเบิดพลังงานของคุณได้อีกด้วย การรับประทานคาเฟอีน ในปริมาณที่เหมาะสมนั้นยังสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการออกกำลังกายของคุณและยังอาจช่วยให้ร่างกายของคุณซ่อมแซมได้เร็วขึ้นอีกด้วย ลองอ่านบทความนี้ดูเพื่อได้ทราบถึงผลสูงสุดสำหรับส่วนผสมคาเฟอีน คาเฟอีนอาจช่วยให้คุณยกน้ำหนักหนักขึ้น สำหรับฟิตเนสและนักเล่นเวทเทรนนิ่งตัวยง จะทราบดีว่า การยกได้มากขึ้นอีกหนึ่งครั้งนั้นหมายถึงการปลดปล่อยพลังให้ถึงจุดสูงสุด มันสามารถทำให้บางส่วนของร่างกายรู้สึกตื่นตัวขึ้นและทำให้คุณยกน้ำหนักได้มากขึ้น หรือเพิ่มขึ้นกว่าเดิม จากผลการทดสอบพบว่ากลุ่มที่ได้รับคาเฟอีนนั้นสามารถทำให้ร่างกายช่วงล่างแข็งแรงขึ้นในระยะเวลาหนึ่ง เช่นเดียวกับการทำให้พวกเขาวิ่ง และวิ่งเร็วได้ดีขึ้นด้วยเช่นกัน คาเฟอีนทำให้คุณเพ่งสมาธิได้มากขึ้นในระหว่างออกกำลังกาย การดื่มกาแฟตอนเช้านั้นเป็นที่ทราบกันดีว่าจะทำให้คุณตื่นเต็มตามากที่สุด นั่นเป็นเพราะคาเฟอีนนั้นเป็นที่รู้จักว่าเป็นตัวกระตุ้นตามธรรมชาติ แต่แน่นอนที่เราจะพูดถึงไม่ใช่เรื่องที่คุณทราบดีอยู่แล้ว แต่เป็นผลการทดลองใหม่ที่พบว่า คาเฟอีนนั้นทำให้คุณมีสมาธิขึ้นในการออกกำลังกาย จากรายงานของวารสารที่เกี่ยวกับความแข็งแรงทางร่างกาย พบว่า การได้รับคาเฟอีนการก่อนฝึกช่วยในการรักษาความเข้มการออกกำลังกายที่ดีขึ้น และทำให้คุณฝึกซ้อมได้อย่างเข้มข้นขึ้น นอกจากนี้การบริโภคคาเฟอีนยังสามารถทำให้นักกีฬาบางประเภท เช่น นักฟุตบอลและเบสบอล ที่ต้องใช้ความรวดเร็วในการตัดสินใจ นั้น ตัดสินใจได้ดีขึ้นในระยะเวลาสั้นๆ คาเฟอีนช่วยบรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อหลังออกกำลังกาย เชื่อหรือไม่ว่า คาเฟอีนนั้นช่วยบรรเทาอาการปวดที่เกิดขึ้นกับกล้ามเนื้อของคุณได้หลังการออกกำลังกายอย่างหนักหน่วง หลังจากทดสองจากผู้ที่ได้รับคาเฟอีนก่อนออกกำลังกาย และพบว่ามีการลดลงอย่างเป็นนัยยะสำคัญของอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ  แม้ว่าพวกเขาจะออกกำลังกายหนังขึ้นก็ตาม ซึ่งเชื่อว่าคาเฟอีนสามารถลดการทำงานของสารอะดีโนซีนในร่างกาย อันเป็นสารที่เกี่ยวข้องกับความเมื่อยล้า และช่วยการลดการรับรู้ความเจ็บปวด ทราบได้อย่างไรว่ารับคาเฟอีนแค่ไหนจึงเพียงพอ? เราแนะนำว่า ควรได้รับคาเฟอีน 1-2 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 ปอนด์  แต่ไม่ควรเกินกว่า 400 มิลลิกรัมต่อวัน

5 วิธีไดเอทอย่างไรให้เผาไขมันมากและลดน้ำหนักเร่งด่วน

5 วิธีไดเอทอย่างไรให้เผาไขมันมากและลดน้ำหนักเร่งด่วน

เมื่อใดก็ตามที่คุณคิดว่า เอาล่ะ ถึงว่าเวลาของฤดูไดเอทแล้ว! แต่ทานที่คุณจะต้องทนกับการอดอาหารแบบบ้าคลั่ง หรือการคาร์ดิโอ วิ่ง วิ่ง วิ่ง อย่างยาวนานและแสนจะเหนื่อย ลองมาดูเทคนิคเล็กๆน้อยๆเหล่านี้ ที่จะทำให้คุณเผาไขมันให้กระเจิงและลดน้ำหนักได้ง่ายดายยิ่งขึ้น ดื่มน้ำให้เป็นนิสัย การดื่มน้ำนั้นสามารถทำให้คุณรู้สึกสดชื่นทั้งทางร่างกายและจิตใจ ไม่เพียงเท่านั้น น้ำยังสิ่งจำเป็นสำหรับการย่อยอาหาร และดีต่อการดูดซึมสารอาหารอีกด้วย  และมันจะยิ่งมีความจำเป็นมากขึ้นหากคุณต้องการที่จะให้ร่างกายเผาผลาญไขมันได้ดี การดื่มน้ำเป็นประจำย่อมดีกว่าแน่นอน ดื่มน้ำอย่างน้อย 4 ลิตรน้ำทุกวัน เพราะมันช่วยให้คุณรู้สึกอิ่มนานอีกด้วย ทำให้การออกกำลังกายเข้มข้นอยู่เสมอ อย่าลืมว่ายิ่งคุณออกแรงมากแค่ไหน ร่างกายก็ยิ่งดึงเอาพลังงานออกไปใช้มากเท่านั้น ทำให้แน่ใจว่าคุณไม่พักระหว่างเซทนานเกินไประหว่างที่คุณทำเวท เทรนนิ่ง และอย่ามัวแต่พูดคุยกับเพื่อนๆในยิม ใช้เวลาให้กระชั้นมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ คาร์ดิโอเป็นประจำระหว่างการไดเอท เมื่อคนส่วนใหญ่นึกถึงการไดเอทหรือลดความอ้วน แน่นอนพวกเขานึกถึงการวิ่ง หรือการออกกำลังกายประเภท Cardio เป็นอย่างแรก ซึ่งนั่นก็ไม่ผิดนัก เพียงแต่คุณจำเป็นต้องทราบวิธีการที่ถูกต้อง เราจะบอกคุณดังต่อไปนี้ การคาร์ดิโอแบบเข้มข้นสูงหรือที่เรียกว่า High-intensity interval นั้นดีต่อระบบเผาผลาญของคุณ เพราะมันจะทำให้ร่างกายของคุณเผาผลาญพลังงานต่อไปอีกแม้ว่าคุณจะหยุดพักแล้วก็ตาม ทั้งยังช่วยกระตุ้นระบบเผาผลาญให้ดีขึ้นอีกด้วย  แต่เพราะการออกกำลังกายแบบ High-intensity interval นั้นใช้พลังงานมาก แนะนำให้คุณใช้เวลาเพยง 20 นาที ในการออกวิ่งแต่ละครั้ง ทานอาหารหลักให้เพียงพอก่อนเสมอ คนมักจะไปนึกถึงอาหารเสริม นั่น โน่น นี่ แต่ความเป็นจริงแล้ว อาหารหลักนั่นเองที่เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้คุณบรรลุถึงเป้าหมาย ในการไดเอทลดความอ้วนนั้น อย่าลืมที่จะเลือกอาหารที่มีเส้นใยสูงในลิสช็อปปิ้งของคุณเสมอ อาทิ  ผักสีเขียว, ผักใบเขียว, ถั่ว, ข้าวโอ๊ตและข้าวสีน้ำตาล เพิ่มปริมาณโปรตีนของคุณ ต้องการที่จะลดไขมันให้เร็วที่สุดใช่หรือไม่? ดังนั้นคุณต้องทำให้แน่ใจว่า คุณเพิ่มอาหารประเภทโปรตีนในทุกมื้ออาหารของคุณ อาหารประเภทโปรตีนนั้น หาได้จาก เนื้อสัตว์เช่น ไก่ ปลา หมูสันใน เป็นต้น ความสำคัญของโปรตีน นั้นคือ มันจะช่วยให้คุณรักษามวลกล้ามเนื้อในขณะที่คุณต้องลดอาหารประเภทแป้ง  และทำให้คุณอิ่มยาวนานกว่า

Page 3 of 812345...Last »

FanPage