กะเพรา

กะเพรา

กะเพรา สิ่งที่เราคิดถึง ก็คือ ผัดกะเพราหมูสับไข่ดาว กะเพราทะเล กะเพราไก่  ทุกคนรู้ดีว่ากะเพราเป็นสมุนไพร แต่น้อยคนนักที่จะรู้สรรพคุณที่แท้จริงของกะเพรา วันนี้เราพาทุกคนมารู้จักสมุนไพรที่ชื่อกะเพรากันค่ะ กะเพราเป็นไม้ล้มลุกที่แตกกิ่งก้านสาขา ต้นสูงไม่เกิน 70 เซนติเมตร แผ่กิ่งก้านสาขาขยายออกด้านข้าง นิยมนำมาใช้ประกอบเป็นอาหาร มี 3 สายพันธ์นั้นก็คือ กะเพราขาว กะเพราแดง และกะเพราลูกผสม กระเพราทั้งสายสายพันธ์มีลักษณะที่แตกต่างกัน แต่มีสรรพคุณทางยาและสมุนไพรที่คล้ายๆกัน นำมาใช้เป็นยาแพทย์แผนไทย และแผนปัจจุบัน มีสรรพคุณช่วยรักษาโรคได้หลายชนิด  กะเพรามีรสฉุนร้อน แก้ซาง และช่วยขับเลือดลมในร่างกายได้ดี ช่วยลดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่นท้อง ช่วยบำรุงอาหาร มีส่วนช่วยในการย่อยอาหาร และยังมีงานวิจัยที่ระบุว่ากะเพราสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อมะเร็งให้สามารถรักษามะเร็งที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินอาหาร ลำไส้ได้อีกด้วย กะเพราสามารถขยายพันธ์ได้โดยการนำเมล็ดแห้ง มาโปรยในพื้น ดินร่วนซุย หรือจะหักกิ่งไปปักในพื้นก็ได้เช่นเดียวกัน กะเพรา เป็นพืชที่เราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี เพราะเป็นหนึ่งในส่วนผสมของอาหารยอดนิยมอย่างผัดกะเพรา ไม่เพียงแค่อร่อยเท่านั้น แต่กะเพรายังถือเป็นพืชสมุนไพรที่มีประโยชน์มหาศาลอีกด้วย Ocimum tenuiflorum L. คือชื่อทางวิทยาศาสตร์ของกะเพรา จัดอยู่ในพืชล้มลุก ลำต้นไม่สูงมากนัก เพราะเป็นพืชสวนครัว ลำต้นแข็งและเหนียว ส่วนใหญ่มีสีเขียว อาจจะมีสีอื่นปนบ้างตามแต่ละพันธุ์ ใบเป็นสีเขียวออกเรียงสลับกันเป็นชั้น ตัวใบเป็นรูปวงรีปลายแหลม ตรงโคนใบค่อนข้างกว้างกว่าบริเวณปลาย ขอบใบเป็นรอยหยัก ดอกของกะเพรามีสีขาว ออกอยู่บริเวณปลายยอด ผลของต้นกะเพรานั้นค่อนข้างเล็ก เมื่อผลแห้งและแตกออกจะเห็นเป็นสีน้ำตาลแห้งๆ กะเพราในฐานะสมุนไพร นอกจากจะเป็นพืชผักสวนครัวแล้ว ในฐานะพืชสมุนไพร กะเพราก็ไม่น้อยหน้าสมุนไพรชนิดใด เพราะสรรพคุณของกะเพรามีทั้งน้ำมันหอมระเหย ซึ่งเป็นสารที่อยู่ในใบ เช่น eugenol , apigenin เป็นต้น มีสรรพคุณช่วยขับลมในท้อง ทำให้ไม่เกิดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่นท้อง ทั้งยังทำให้ระบบการย่อยอาหารนั้นทำงานได้ดีขึ้น นอกจากนี้กะเพรายังมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ยับยั้งการเจริญเติบของเชื้อโรคบางชนิดในร่างกาย  สามารถขับไขมันและทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานนั้นดีขึ้น มีการทดลองว่าสารสกัดจากกะเพรานั้นช่วยลดการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร จึงทำให้กะเพรานั้นถือว่าเป็นพืชที่มีสรรพคุณป้องกันมะเร็งในกะเพาะอาหารอีกด้วย สรรพคุณของกะเพรา สำหรับแก้พิษไข้ แก้ธาตุพิการ สามารถนำรากใบกะเพรามาต้มดื่ม สามารถใช้ใบสดมาบดคั้นเอาน้ำแล้วผสมกับน้ำผึ้งเพื่อให้มีรสหวานและดับกลิ่นฉุน ให้เด็กกินราวสองถึงสามหยดเท่านั้น ช่วยขับลมในกะเพาะอาหาร แก้จุกเสียด ท้องอืดท้องเฟ้อ สูตรนี้ผู้ใหญ่ก็สามารถใช้ได้ เพียงเพิ่มปริมาณการกินขึ้นเล็กน้อย หรือจะนำไปปรุงอาหารรับประทานเป็นประจำก็ได้ประโยชน์ทางยาจากกะเพราเช่นเดียวกัน กะเพรามีสรรพคุณในแทบทุกส่วนเลย ไม่ว่าจะเป็นใบ น้ำสกัดจากต้น น้ำมันใบกระเพรา ใบแห้ง เมล็ด รากทุกส่วนมีสรรพคุณต่างกันใบดังนี้เลยค่ะ ใบกะเพรามีสรรพคุณ ใบสดของมันจะมีน้ำมันหอมระเหย ที่มีฤทธิ์เป็นยาขับลม แก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ช่วยทำให้ร่างกายอบอุ่นขึ้น และป้องกันตัวเองจากโรคหวัด ช่วยบำรุงธาตุไฟในร่างกาย ช่วยแก้อาการ คลื่นไส้ วิงเวียนศีรษะ ช่วยขับลมแก้อาการปวดท้อง แน่นท้อง เป็นยาพอกรักษากลากเกลื้อน ใช้เป็นยารักษาโรคหูด ใช้กะเพราแดง ตำเอานำใบสด แล้วพอกทุกวัน ช่วยเพิ่มน้ำนมให้สตรีหลังคลอดบุตร โดยนำมาทำเป็นแกงเลียง ทานทุกเย็นก่อนนอน ช่วยดับกลิ่นไม่พึงประสงค์จากปาก ทำให้ลมหายใจสดชื่น ใช้ไล่ยุง และฆ่ายุงได้ โดยขยี้ใบกะเพราแล้วนำมาวางใกล้ๆตัว ใบกะเพราแห้งมีสรรพคุณ นำมาใบแห้งมาชงกับน้ำร้อน ดื่มช่วยลดอาการท้องขึ้น และน้ำมันในใบกะเพราสามารถยับยั้งเชื้อแบคทีเรียบางชนิดได้ มีฤทธิ์ในการกำจัดยุงได้นานกว่า 2 ชั่วโมง ช่วยฆ่าเชื้อโรค บางชนิดได้ เมล็ดกะเพรามีสรรพคุณ นำไปแช่น้ำ พอกบริเวณดวงตา ลดการอักเสบ และช่วยเอาสิ่งสกปรกออกมาจากดวงตาได้ดี รากกะเพรามีสรรพคุณ นำไปชงหรือต้ม ช่วยรักษาอาการโรคธาตุพิการ น้ำมันจากใบกะเพรา ช่วยยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย และเชื้อโรคได้บางชิด สามารถน้ำมันสกัดไปกำจัดศัตรูพืช หรือพ่นฆ่ายุงได้ น้ำสกัดจากต้นกะเพรา ว่ากันว่าน้ำสกัดจากต้นกะเพราสามารถช่วยย่อยสลายไขมันได้ดี และยังช่วยรักษาแผลในกระเพาะอาหาร ช่วยให้แผลสมานตัวเร็วขึ้น ช่วยเร่งการขับน้ำดี ทำให้ร่างกายสามารถย่อยอาหารได้ดีมากขึ้นด้วย มีฤทธิ์ช่วยในการลการบีบตัวของลำไส้ ทำให้ไม่ปวดท้องเวลานอนหลับ หรือย่อยอาหาร การนำกระเพราไปใช้ประโยชน์ เราสามารถนำกะเพราไปใช้ประโยชน์ได้แทบทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นการการผัด การทอดกรอบ การต้ม การทำเป็นส่วนผสมของแกงเช่น ทำผัดกะเพรา ต้มกินกับน้ำพริก ทำเป็นแกงเลียง แกงคั่ว แกงเขียวหวาน ผัดเผ็ดอาหารป่าต่างๆทั้งหลาย สมุนไพรอย่างกะเพราเราสามารถนำมาทานได้ทุกวันเพราะไม่มีผลข้างเคียงอื่นที่เป็นโทษ ทานเยอะได้ไม่มีปัญหา และยังมีสรรพคุณต่างๆมากมายที่มีประโยชน์ต่อร่างกายเราด้วย ทานสมุนไพรวันละนิดเพื่อสุขภาพที่แข็งแรงกันนะคะ ประโยชน์ของกะเพราในด้านอื่นๆ ใบสดสามารถนำมาขยี้ผสมกับปูนขาวทาแก้กลากเกลื้อน แก้คันได้ หรือจะบดขยี้แล้วใช้ทาเพื่อรักษาหูดก็ได้ กะเพราในรูปอาหารไทย กะเพราเป็นส่วนประกอบในอาหารไทยมาช้านาน เมนูยอดนิยมจากกะเพราคือผัดกะเพรา ส่วนที่นำมาใช้คือใบและดอก ผัดกับเนื้อหมู เนื้อไก่ กุ้ง ปลาหมึก หรือเนื้อก็ได้ ปรุงรสให้ออกเผ็ด หวานเค็ม กลิ่นฉุนของกะเพรานั้นจะช่วยดับกลิ่นคาว และเมื่อโดนความร้อนจะยิ่งหอม เมนูผัดกะเพรานั้นเหมาะจะรับประทานกับข้าวสวยร้อนๆ นอกจากนี้ยังมีการนำใบกะเพราไปประกอบอาหารไทยอื่นๆ เช่น ไก่ทอดใบกะเพรา ผัดพริกใบกะเพรา ต้มยำใบกะเพราเป็นต้น ซึ่งกลิ่นของกะเพราช่วยให้เมนูอาหารเหล่านี้น่ารับประทานยิ่งขึ้น วิธีทำกะเพราปลากระป๋อง

หญ้างวงช้างดอกขาว

หญ้างวงช้างดอกขาว

หลายคนอาจจะคุ้นตาเจ้าพืชสมุนไพรชนิดนี้ แต่คงไม่คาดคิดว่านี่จะเป็นสมุนไพรที่มีคุณค่าทางยาอย่างมากมายเลยทีเดียว ถ้าเอ่ยชื่อ หญ้างวงช้าง น้อยคนนักที่จะรู้จักสมุนไพรชนิดนี้ เพราะสมุนไพรตัวนี้มีชื่อเรียกที่แตกต่างกันไป เช่น ผักแพรวขาว หญ้างวงช้างน้อย  สมุนไพรชนิดนี้ดูไปจะคล้ายๆวัชพืชทั่วไป จัดเป็นพืชตระกูลล้มลุก มีอายุสั้น ชอบขึ้นตาม ทุ่งหญ้า สวน ในป่า และพื้นที่โล่งกว้าง เป็นพืชลำต้นขนาดเล็ก ไม่เกิน 60 เซนติเมตรลำต้นมีขนาดอวบ ดูอวบน้ำนิดๆมีสีเขียว มักชอบอยู่ในที่ชื้น มีขนขนาดเล็กละเอียดปกคลุมทั่วลำต้น ด้วยความที่หญ้างวงช้างดอกขาวชอบความชื้นมากจึงทำให้พอเข้าสู่ฤดูร้อนแล้วก็จะตายลงทันที สามารถนำมาปลูกขายเป็นยาสมุนไพรจีนได้ ช่วยเพิ่มรายได้ในสวนได้ หญ้างวงช้างดอกขาวเป็นสมุนไพรที่ราคาดี แนะนำให้ปลูกในช่วงฤดูฝนและปลูกบริเวณใกล้ๆคลอง หรือหนองน้ำก็ได้ หญ้างวงช้างมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Heliotropium indicum L. พบเห็นได้ในฤดูฝน จัดอยู่ในพืชประเภทพืชล้มลุก สูงราว 15-70 เซนติเมตร ที่เรียกหญ้างวงช้างเพราะดอกนั้นมีลักษณะโค้งงอเป็นงวงคล้ายงวงช้าง ลำต้นสีเขียวมีขนเล็กๆขึ้นโดยรอบลำต้น ส่วนของใบหญ้างวงช้างมีลักษณะมีสีเขียวจัด ปลายแหลมรีฐานกว้าง  ลักษณะผิวใบค่อนข้างหยาบ ส่วนของดอกนั้นมีสีขาวลักษณะโค้งลงเหมือนงวงช้าง ยาวเป็นช่อความยาวประมาณ 3-20 เซนติเมตร แต่ส่วนของดอกนั้นจะอยู่ตรงปลายช่องวงช้างเท่านั้น ผลของหญ้างวงช้างมีขนาดไม่ใหญ่มากราว 4 มิลลิเมตร ซึ่งต้นหญ้างวงช้างนั้นจะขยายพันธ์โดยใช้เมล็ด ข้อดีของต้นหญ้างวงช้างคือสามารถเจริญเติบโตได้ง่ายในพื้นที่ชื้นและแฉะมีน้ำขังเป็นต้น หญ้างวงช้างในฐานะสมุนไพร ในฐานะสมุนไพร หญ้างวงช้างมีสรรพคุณมากมายหลายประการ ทั้งช่วยลดอาการกระหายน้ำ อาการร้อนใน ด้วยสรรพคุณนี้จึงทำให้หญ้างวงช้างสามารถนำมาใช้ในการลดพิษไข้ แก้อาการตัวร้อน ทั้งยังบรรเทาอาการไอได้อีกด้วยนอกจากนี้สรรพคุณทางยาที่ดีอีกอย่างหนึ่งของหญ้างวงช้างคือมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ ช่วยลดการเกิดนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ ได้อีกด้วยที่สำคัญในหญ้างวงช้างนั้นมีสารสำคัญที่เรียกว่า สารอัลคาลอยด์ ซึ่งมีการทดลองพบว่าสามารถยับยั้งมะเร็งในร่างกายได้ได้ นอกจากนี้หากนำหญ้างวงช้างมาสกัดด้วยแอลกอฮลล์ สารที่ได้นั้นจะต้านมะเร็งเม็ดเลือดขาวได้ จึงถือว่าหญ้างวงช้างเป็นสมุนไพรที่นำมาช่วยในเรื่องมะเร็งได้อีกชนิดหนึ่ง สรรพคุณของหญ้างวงช้างดอกขาว หญ้างวงช้างดอกขาวมีสรรพคุณแทบทุกส่วนและยังมีสรรพคุณที่เป็นอายุรเวชช่วยรักษาอาการลมพิษ ผื่นคัน การติดเชื้อบริเวณผิวหนัง รักษาอาการโรคข้อรูมาตอยด์ มีฤทธิ์ในการยับยั้งเนื้องอก และมีการทดลองนำไปเป็นยาที่ช่วยในการทำลูคีเมียทางธรรมชาติที่อาจจะสำเร็จในไม่ช้านี้อีกด้วย ทุกส่วนของหญ้างวงช้างสามารถนำมาใช้ต้มน้ำดื่มได้หมด ไม่ว่าจะเป็นราก ดอก ลำต้น หรือว่าใบ นำไปตากแห้ง หรือจะใช้แบบสดก็ได้ ต้มแล้วกรองเอาแต่น้ำ ดื่มเพื่อลดพิษไข้ ขับปัสสาวะ แก้ปัญหาแผลในกระเพาะอาหาร ลดอาการหอบหืด สตรีที่ไม่ได้ตั้งครรภ์สามารถดื่มน้ำหญ้างวงช้างเพื่อช่วยขับระดูได้ ใบของหญ้างวงช้างดอกขาว น้ำจากใบจะมีรสชาติเย็นๆมีสรรพคุณหลายอย่างดังนี้ มีสรรพคุณในการลดระดับน้ำตาลในกระแสเลือดเหมาะสำหรับผู้ป่วยที่ต้องรักษาระดับน้ำตาล ต้นและใบสามารถรักษาโรคลมชักในเด็ก ช่วยแก้อาการตกใจในเด็กตอนกลางคืน น้ำคั้นสดจากใบและต้นสามารถนำมาหยอดหูเพื่อทำความสะอาด และหยอดตาเพื่ออาการตาฝางได้ดี น้ำจากใบยังสามารถนำมาใช้เป็นยาอมกลั้วคอแก้เจ็บคอได้ดี ใช้เป็นยาฟอกรักษาบาดแผล รักษาฝีหนอง ปัญหาโรคผิวหนัง แก้อาการกระหายน้ำ ช่วยรักษาอาการร้อนใน นำน้ำที่ได้จากใบมาฟอกหน้ารักษาสิว และรอยสิวให้จางลงไป ลำต้น มีรสชาติเย็นเฝื่อน มีสรรพคุณดังนี้ ทั้งต้นสามารถนำมาต้มแก้โรคลมชักในเด็กได้ดีมาก ช่วยรักษาและแก้โรคลักปิดลักเปิดหรือโรคเลือดออกตามไรฟัน รักษาโรคปากเปื่อย โดยการใช้ต้นสดนำมาปั่นให้ละเอียดเอาแต่น้ำมากลั้วคอวันล่ะ 4-6 ครั้ง ช่วยลดพิษไข้ ช่วยดับพิษร้อน ช่วยถอนพิษไข้ ได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ใช้เป็นยาแก้ไอ ขับเสมหะ ช่วยแก้โรคหอบหืด ช่วยแก้อาการปวดท้อง ขับปัสสาวะ ขับนิ่วในกระเพาะอาหาร แก้อาการอักเสบเป็นฝีหนอง รากและดอก มีรสเย็นเฝื่อนมีสรรพคุณดังนี้ มีสรรพคุณในการขับระดู แต่สาวตั้งครรภ์ไม่ควรดื่มเพราะอาจจะทำให้แท้งได้ คั้นเอาน้ำสดมาหยอดตา แก้ตาเจ็บ ตามัว การนำไปใช้ประโยชน์ หญ้างวงช้างดอกขาวสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ทุกส่วน เก็บได้โดยรอให้ต้นโตเต็มที่ เก็บทั้งใบ ลำต้น และดอก ราก ล้างให้สะอาด แช่ในน้ำเกลือ สามารถเก็บสดๆหรือนำมาตากแห้งเก็บไว้ใช้เป็นยาหรือขายเป็นยาจีนก็ได้ หญ้างวงช้างดอกขาว มีสรรพคุณทางยาแต่ก็ไม่ควรนำไปให้สัตว์กินเพราะมีสารที่ทำให้เกิดอันตรายต่อตับของสัตว์เลี้ยงได้ เชื่อว่าหญ้างวงช้างสามารถนำมาตำให้ละเอียดแล้วทาเพื่อรักษาสิวบนใบหน้าหรือตามลำตัวได้ใช้ใบตำให้ละเอียดคั้นเอาแต่น้ำ แล้วใช้บวนปากหรือกลั้วคอ เพื่อช่วยลดอาการไอ และอาการเจ็บคอ ส่วนใบนั้นสามารถนำไปพอกแผลลดอาการบวมช้ำที่เกิดขึ้นได้ หญ้างวงช้างในรูปอาหารไทย ในรูปอาหารไทย ไม่นิยมนำหญ้างวงช้างมาประกอบอาหาร แต่สามารถนำต้นที่เจริญเต็มที่มาตากแดดแล้วนำมาต้มดื่มได้ แต่ข้อควรระวังคือ หญิงมีครรภ์ไม่ควรรับประทาน

ว่านหางจระเข้

ว่านหางจระเข้

ว่านหางจระเข้ ทุกคนก็คงรู้จักกันดีว่ามีสรรพคุณช่วยในการรักษาอาการบาดเจ็บจากไฟไหม้ น้ำร้อนลวก แต่ในความเป็นจริงว่านหางจระเข้มีสรรพคุณทางยาที่ดีกว่านั้นเยอะมาก ว่านหางจระเข้เป็นพืชที่มีเนื้ออิ่มอวบ แหล่งกำเนิดดั้งเดิมอยู่ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ทวีปแอฟริกา ทุกคนรู้กันไหมค่ะว่าว่านหางจระเข้มีสายพันธ์มากกว่า 300 ชนิดด้วยกัน มีทั้งพันธุ์เล็กและพันธุ์ใหญ่  ลำต้นมีหนาม ขนาดเล็กอยู่รอบๆ ด้านในของลำต้นมีเมือกขาวๆอยู่  ทุกคนคงไม่เคยรู้ว่าว่านหางจระเข้มีดอกด้วยนะคะ มันจะออกดอกในช่วงฤดูหนาวมีหลายสีสัน ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ มีทั้งสีแดง สีส้ม สีเหลือง สีขาว นอกจากนี้ว่านหางจระเข้ยังช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของเซลล์ปกติ และยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งได้ด้วยนะ ว่านหางจระเข้เป็นพืชล้มลุกที่มีอายุหลายปี ยิ่งอายุเยอะขนาดของลำต้นของจะยิ่งใหญ่ขึ้น วุ้นด้านในก็เยอะมากขึ้น ว่านหางจระเข้สามารถขายได้ในราคาที่ค่อนข้างแพงพอสมควร และมีเกษตรกรหลายๆคนที่ปลูกว่านหางจระเข้เป็นอาชีพเสริม เพราะปลูกได้ตลอดทั้งปี ขายได้ตลอดปี และเมื่อต้นอายุมากขึ้นราคาก็แพงมากขึ้นด้วย หลายคนรู้รึเปล่าค่ะว่าว่านหางจระเข้มีสรรพคุณอะไรกันบ้าง เราต่างก็คุ้นเคยกับว่านหางจระเข้ในฐานะสมุนไพรที่ช่วยบรรเทาอาการแผลน้ำร้อนลวก ไฟไหม้กันเสียเป็นส่วนใหญ่ หากแต่ความจริงแล้ว พืชชนิดนี้มีอีกมากมายหลายสรรพคุณที่คุณไม่เคยรู้มาก่อนเลยทีเดียว ชื่อทางวิทยาศาสตร์ของว่านหางจระเข้คือ Aloe vera (Linn.) Burm. f ลักษณะของต้นว่านหางจระเข้คือเติบโตเป็นกอ ใบมีลักษณะยาวรีค่อนข้างหนาและอวบ มีวุ้นเมือกขาวใสอยู่ด้านในของใบ ขอบใบนั้นมีหนามแหลมเล็กๆโดยรอบ ดอกว่านหางจระเข้มีสีส้ม ลักษณะเป็นช่อพุ่มเม็ดเล็กๆเรียงกัน มีหลากสีขึ้นอยู่กับสายพันธ์ แต่ที่เห็นบ่อยคือสีส้ม สรรพคุณของว่านหางจระเข้ ว่านหางจระเข้นั้นมีฤทธิ์เป็นยาสมุนไพรที่สามารถใช้ได้ทั้งภายในและภายนอก มีการค้นพบว่าว่านหางจระเข้มีสารที่เรียกว่า Aloe-Emodin ซึ่งในห้องทดลองนั้นสารตัวนี้สามารถลดการเจริญเติบโตของมะเร็งเม็ดเลือดขาวได้ นอกจากนี้ว่านหางจระเข้ยังถูกนำมาใช้เพื่อเป็นยาระบาย ลดการเกิดอาการท้องผูก ทั้งยังสามารถลดการติดเชื้อในแผล สามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ช่วยให้แผลหายเร็ว และลดการเกิดแผลเป็นหลังแผลหาย  ไม่เพียงเท่านั้นสาร Aloesin ในว่านหางจระเข้ยังช่วยสมานแผลในกระเพาะอาหาร ลดกรดที่ทำให้ปวดแสบปวดร้อนในกระเพาะอาหาร เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคกระเพาะอาหารและมีอาการปวดท้องเป็นประจำ ทั้งยังช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดสำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานได้อีกด้วย ส่วนที่นำมาใช้คือส่วนของวุ้นใสในเปลือก แต่ต้องระมัดระวังเรื่องยางที่ติดมากับวุ้น ก่อนจะนำมารับประทานควรจะล้างยางให้สะอาดเสียก่อน จากนั้นนำมาประกอบอาหารทั้งคาวหวาน หรือจะนำมาปั่นให้ละเอียด แล้วรับประทานเป็นประจำเพื่อช่วยบำรุงร่างกายและป้องกันโรค รวมถึงชะลอความผิดปกติที่จะเกิดกับร่างกายได้ว่านหางจระเข้มีสรรพคุณแทบทุกส่วนเลยไม่ว่าจะเป็น ลำต้น ใบ ยางในใบ วุ้นในใบ เหง้า  ราก น้ำวุ้นจากลำต้น ทุกส่วนมีสรรพคุณต่างกันดังนี้เลยค่ะ ลำต้นมีสรรพคุณ ทั้งต้นมีรสชาติเย็น สามารถนำไปดองเหล้า ดื่มช่วยในเรื่องการขับน้ำคาวปลา ใบมีสรรพคุณ ช่วยแก้อาการปวดศีรษะ โดยตัดใบมาสดๆแล้วทาปูนแดงที่ด้านหนึ่ง เอาด้านที่ทาปูนมาแปะตรงขมับจะช่วยลดอาการปวดศีรษะได้ นำมาตำผสมกับสุรา สามารถนำมาพอกรักษาฝีหนองได้ดี ยางในใบมีสรรพคุณ มีสรรพคุณช่วยในการระบายท้อง ลดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ วุ้นในใบ มีสรรพคุณ ช่วยแก้กระเพาะอักเสบ และลำไส้อักเสบ โดยน้ำเนื้อวุ้นที่ล้างน้ำสะอาดมาทานวันละ 2 ครั้ง ครั้งละ 1-2 ช้อนโต๊ะ ช่วยรักษาริดสีดวงทวารหนัก ช่วยรักษาอาการปวดตามข้อ โรคข้อรูมาตอยด์ โดยการทานวุ้นทุกวันหลังอาหาร 3 มื้อ จะช่วยให้อาการปวดดีขึ้น ช่วยรักษาแผลที่เกิดจากรอยถลอก รอยครูด จะช่วยให้แผลแห้งเร็วขึ้น และไม่ตกสะเก็ดเป็นรอยแผลเป็น ช่วยรักษาอาการบาดเจ็บ ทั้งแผลสด แผลจากของมีคม แผลจากไฟไหม้ น้ำร้อนลวก ช่วยรักษารอยแผลเป็น ให้จางลง และค่อยหายไปแต่จะต้องทาทุกวัน ทาช่วยลดอาการอักเสบของสิว ฝ้า ช่วยลดอาการตกสะเก็ดจากโรคเรื้อนกวาง หรือสะเก็ดเงินให้ดีขึ้น ช่วยลดการไหม้ของผิวจากการตากแดดนานๆ ในช่วงฤดูร้อน หรือเล่นสงกรานต์ต่างๆได้ดี เหง้าของว่านหางจระเข้มีสรรพคุณ สามารถนำมาต้มช่วยรักษาอาการหนองใน และการตกระดูขาวในหญิงสาวได้ การนำไปใช้ประโยชน์ วุ้นใสด้านในเปลือกของว่านหางจระเข้นำมาล้างให้สะอาด ใช้พอกหน้าเพื่อบำรุงผิวพรรณ ลดแผลเป็นที่แข็ง ทั้งยังช่วยลดอาการปวดแสบปวดร้อนที่เกิดจากการถูกน้ำร้อนลวกได้เป็นอย่างดี ว่านหางจระเข้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ทุกส่วน ไม่ว่าจะเป็นการต้ม การทานสดๆ การนำมาทาโดยตรง การผสมกับสมุนไพรชนิดอื่นๆก็ใช่ได้เช่นเดียวกัน สามารถนำมาใช้เป็นยารักษาภายในก็ได้ ยารักษาภายนอกก็ดีเช่นเดียวกัน แต่หากใครที่ใช้แล้วเกิดอาการแพ้ก็สามารถหยุดใช้ได้ทันที เพราะอาจจะทำให้ บวม หรือเกิดผื่นคันต่างๆตามมา ก่อนจะใช้วุ้นในใบทุกครั้งควรจะล้างยางสีเหลืองออกให้หมดก่อน เพราะในยางมีฤทธิ์ที่อาจจะทำให้คันได้ ที่สำคัญว่านหางจระเข้สามารถนำมาพอกหน้าลดอาการสิวได้อีกด้วยนะคะสาวๆ ว่านหางจระเข้ ในรูปอาหารไทย ปัจจุบันมีการนำว่านหางจระเข้ให้อยู่ในรูปอาหารหลากหลายชนิดโดยเฉพาะของหวาน รวมถึงของคาวบางชนิด เช่นการนำวุ้นว่านหางจระเข้ ปอกเอาเปลือกออก ล้างเอาเมือกออกจนสะอาด แช่น้ำปูนใสราวสิบนาทีเพื่อกำจัดเมือกให้สะอาดยิ่งขึ้น ก่อนจะนำไปต้มจนสุก สามารถนำมาทำยำ หรือพล่า ส่วนเครื่องปรุงปละส่วนผสมอื่นๆนั้นเติมได้ตามใจชอบ ในส่วนของหวานนั้นมีการใช้วุ้นว่านหางจระเข้เช่นเดียวกัน มาทำขนมไทย เช่นวุ้นว่านหางจระเข้ลอยแก้ว รับประทานกับน้ำเชื่อมและน้ำแข็งชื่นใจ หรือจะนำวุ้นว่านหางจระเข้มาเชื่อมไว้รับประทานก็ได้

ขมิ้น (Turmeric)

ขมิ้น (Turmeric)

ขมิ้น หรือ ขมิ้นชัน สิ่งที่เราทุกคนนึกถึงคือสีเหลืองๆในเครื่องแกง ไม่ว่าจะเป็นแกงส้ม แกงกะทิ ขมิ้นเป็นส่วนประกอบสำคัญในการทำเครื่องแกง และคนใต้รู้จักสมุนไพรตัวนี้เป็นอย่างดี อาหารเกือบทุกจานของคนใต้มักจะมีส่วนผสมของขมิ้น ขมิ้นเป็นพืชสมุนไพรในตระกูล ขิงและข่า “ขมิ้น” เป็นสมุนไพรในตระกูลพืชล้มลุก มีเหง้าอยู่ในใต้ดิน มีกลิ่นหอม มีเนื้อในสีเหลือง มีสรรพคุณทางยาหลายอย่าง ขมิ้นเป็นพืชที่หาได้ยากไม่มากนัก สามารถปลูกได้ทั่วไป ขมิ้นชันสามารถนำมาหั่นตากแห้ง หรือตำสดเอาน้ำ หรือนำไปสกัดเป็นสารสกัดก็ได้ ขมิ้นสามารถนำมาเป็นเครื่องสำอางได้ด้วยนะ เป็นสมุนไพรที่ครบเครื่องมากๆ ถ้าพูดถึงสมุนไพรคู่ความสวย ไม่มีใครที่ไม่คิดถึงขมิ้นชัน ขมิ้นชันเป็นพืชตระกูลเดียวกับขิง มีชื่ออย่างเป็นทางการทางวิทยาศาสตร์ว่า Curcuma longa Linnaeus จัดอยู่ในประเภทพืชล้มลุก ความสูงของลำต้นไม่มากนัก ราว 30-90 เซนติเมตร เหง้าของขมิ้นชันนั้นจะอยู่ใต้ดิน เนื้อของเหง้ามีกลิ่นหอม ด้านข้างของเหง้าจะมีแขนงแตกออกมาทั้งสองข้าง ใบของขมิ้นมีขนาดกว้างราว 15 เซนติเมตร และยาวกว่า 30 เซนติเมตรเป็นสีเขียวจัด พื้นผิวเรียบเป็นมัน ส่วนของดอกนั้นจะเติบโตแทรกมาตามช่องว่างระหว่างก้านใบ มีสีเหลือง ขมิ้นชันในฐานะสมุนไพร ขมิ้นชัน ถือเป็นสมุนไพรที่อยู่คู่คนไทยมาช้านาน เพราะมีสรรพคุณที่มีประโยชน์มากมาย ขมิ้นชันมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อรา ทั้งยังช่วยลดการอักเสบได้เป็นอย่างดี อุดมไปด้วยวิตามินหลากชนิดทั้งวิตามินซี วิตามินเอ และวิตามินอีที่ช่วยชะลอการแก่ก่อนวัย ต่อต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย ทั้งยังดีต่อกระเพาะอาหารและลำไส้ ช่วยลดอาการท้องอืดท้องเฟ้อ ทำให้ลำไส้ทำงานเป็นปกติ ขับลม นอกจากนี้ในเคยมีการวิจัยของชาวอินเดียพบกว่าขมิ้นชันนั้นสามารถชะลอเซลล์มะเร็งมดลูก รวมถึงมะเร็งน้ำเหลืองได้ นอกจากนี้นักวิจัยยังได้นำขมิ้นชันมาทำขี้ผึ้ง เพื่อทดลองใช้กับแผลมะเร้งที่เกิดภายนอก พบว่าสารเคอร์คิวมินในขมิ้นชันนั้นช่วยลดอาการอักเสบและการเติบโตของมะเร็งได้เช่นเดียวกัน สรรพคุณของขมิ้น ขมิ้นมีสรรพคุณต่างๆมากมาย ไม่ว่าจะเป็นสรรพคุณทางยา ทางเครื่องสำอาง บำรุงร่างกาย เรามาดูสรรพคุณของขมิ้นกันเลยค่ะ เหง้าของขมิ้นมีสรรพคุณในการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา ช่วยในเรื่องลดการอักเสบของแผล และผิวหนัง ขมิ้นมีฤทธิ์เป็นน้ำมันหอมระเหยช่วยให้หายใจได้ คล่องมากขึ้น ช่วยเร่งการสร้างน้ำดีทำให้ร่างกายสามารถย่อยอาหารได้ดีมากขึ้น ทำให้ช่วยบรรเทาอาการท้องแน่น ท้องอืด ท้องเฟ้อ ช่วยขับลม ขมิ้นยังช่วยลดเลือนริ้วรอยและจุดด่างดำได้ ช่วยชะลอริ้วรอยแห่งวัย ช่วยเสริมภูมิต้านทานให้ร่างกายแข็งแรงมากขึ้น ขมิ้นยังช่วยให้ผิวหน้าของเราแข็งแรงมากขึ้น ไม่แพ้ต่อฝุ่นละอองง่ายๆ ลดการแพ้สารเคมีในเครื่องสำอาง ขมิ้นช่วยรักษาความจำเสื่อม รักษาระดับคลอเลสเตอรอลไขมันในร่างกายไม่ให้เกินระดับปกติ ช่วยสมานแผลในกระเพาะอาหาร และลำไส้ ช่วยรักษาโรคปัญหาผิวหนัง ผดผื่นคัน น้ำเหลืองอักเสบ โรคกลากเกลื้อน  นิยมนำมาทำเป็นครีมรักษาบำรุงผิวหน้า ช่วยลดการอักเสบของสิว รักษารอยจุดด่างดำของสิว นอกจากนี้ยังมีผลวิจัยออกมาว่าขมิ้นสามารถช่วยรักษามะเร็งลำไส้ และมะเร็งปากมดลูกได้ดีมากด้วย มีการทดลองใช้ขมิ้นในการบำบัดและรักษา ผลวิจัยออกมาว่าสามารถช่วยลดการขยายตัวของมะเร็ง และยืดเวลาในการรักษาช่วยให้ผู้ป่วยมีเวลาที่อยู่นานขึ้น เกษตรกรยังสามารถนำขมิ้นไปผสมเป็นสารป้องกันแมลงและโรคพืชได้อีกด้วย เป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณเยอะมาก สำหรับช่วยลดอาการท้ออืดท้องเฟ้อ ปรับสมดุลในร่างกาย แก้อาการท้องผูกเรื้อรัง ทั้งยังช่วยเรื่องแผลในกระเพาะอาหาร สามารถนำเหง้าของขมิ้นชันหั่นเป็นแว่นบางๆ ตากแดดให้แห้ง แล้วนำมาบดผสมกับน้ำผึ้ง รับประทานเป็นประจำวันละ 3 ครั้ง  หรือปัจจุบันนั้นมีการผลิตขมิ้นชันในรูปแบบแคปซูลทำให้รับประทานได้ง่ายขึ้น การนำไปใช้ประโยชน์ ขมิ้นสามารถนำเหง้าไปใช้ประโยชน์ ทำได้โดยนำเหง้าขมิ้นไปล้างน้ำให้สะอาด แช่ในน้ำเกลือเพื่อให้สิ่งตกค้างทั้งหลายออกไป เมื่อล้างสะอาดแล้วให้ปอกเปลือกแล้วหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ปั่นให้ละเอียดกรองแต่น้ำสะอาดเก็บเอาไว้ สามารนำน้ำขมิ้นมาทำเป็นส่วนผสม หรือจะหั่นขมิ้นเป็นชิ้นๆแล้วตากแดดให้แห้งประมาณ 2-3 วัน สามารถเก็บไว้ใช้ได้นานขึ้น  และนอกจากนี้ยังสามารถนำขมิ้นมาบดให้เป็นผงแล้วทำเป็นยาแคปซูล สามารถนำขมิ้นชันไปตากแห้งบดเป็นผง แล้วนำมาพอกผิวพรรณเพื่อช่วยให้ผิวพรรณเต่งตึงนวลเนียนน่ามอง ทั้งยังลดอาการอักเสบของสิวและผิวหนังได้ หรือจะนำเหง้ามาฝนใช้ทาแก้ผดผื่นคันได้เช่นเดียวกัน ขมิ้นชันในรูปอาหารไทย ขมิ้นชัน จัดเป็นเครื่องเทศที่อยู่คู่ครัวไทยมานานแสนนาน ไม่ว่าจะเป็นการนำมาทำผัด ต้ม ทอด สามารถนำขมิ้นไปเป็นส่วนประกอบได้ทั้งนั้น ยกตัวอย่างเช่น ปลาทอดขมิ้นชัน วิธีทำแสนง่าย คือล้างปลาให้สะอาด ทาเกลือทิ้งไว้สักพัก ก่อนจะโขลกขมิ้นชันผสมกับกระเทียมเล็กน้อย ทาตัวปลาอีกชั้นหนึ่ง จากนั้นขูดกระเทียมกับขมิ้นชันออก แล้วนำปลาไปทอด ปลาจะมีกลิ่นหอมจากขมิ้น ช่วยให้น่ารับประทาน ทั้งรสชาติยังเข้มข้นขึ้นอีกด้วย หรือจะเป็นการนำขมิ้นไปผสมในแกงต้ม เช่นแกงเหลือง อาหารยอดนิยมของคนใต้ ผัดคั่วกลิ้ง หรือแกงไก่บ้านต้มขมิ้น และอีกมากมาย ข้อดีของขมิ้นคือช่วยดับกลิ่นขาวและเพิ่มความหอมน่ารับประทานให้กับอาหารได้เป็นอย่างดี

มะตูม

มะตูม

มะตูม เป็นสมุนไพรที่ใช้ชงเป็นเครื่องดื่ม เป็นได้ทั้งเครื่องดื่มเย็นและเครื่องดื่มร้อน นิยมทำมาเป็นเครื่องดื่มดับร้อน มะตูมมีชื่อเรียกที่แตกต่างกันไป ภาคเหนือเรียกมะตูมว่า มะปิน ภาคอีสานเรียก หมากตูม ภาคใต้เรียก ตูม ตุ้มตั้ง ภาคกลางเรียก มะตูม ตามปกติ  มะตูมเป็นไม้ผลยืนต้น ของประเทศอินเดียทางตอนใต้ ประเทศพม่า ปากีสถาน ก่อนจะมีการนำเข้ามาปลูกในประเทศไทย นอกจากนี้มะตูมยังเป็นพืชมงคลประจำจังหวัดชัยนาทและศาสนาฮินดู มักนิยมนำใบมะตูมมาประกอบพิธีกรรมต่างๆมากมาย ในประเทศไทยยังมีความเชื่อว่าใบของต้นมะตูมนั้นป้องกันอันตรายจากภูตผี ปีศาจ ช่วยขับไล่เสนียด จัญไร ออกไป นอกจากนี้มะตูมยังเป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณที่ดีต่อสุขภาพ เป็นสมุนไพรที่นำมาทำยาได้หลายตัวเลย เราไปดูกันเลยว่ามะตูมมีสรรพคุณอะไรกันบ้างค่ะ มะตูมเป็นไม้ผลที่มีคุณสมบัติพิเศษคือดอกของต้นมะตูมนั้นมีกลิ่นกอมมากทั้งยังหอมไกลอีกด้วย มะตูมมีชื่อทางวิทยาศาสตร์อย่างเป็นทางการว่า Aeglemarmelos (L.) Correa ex Roxbในบางพื้นที่นั้นมะตูมอาจจะมีชื่ออื่นเรียกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับท้องถิ่นนั้นๆ  ลักษณะทางกายภาพของมะตูมนั้นลำต้นสูงกว่า 10 เมตร ใบเรียงประกอบกันเป็นลักษณะใบย่อยนั้นมีลักษณะเป็นรูปไข่ พื้นผิวเรียบเป็นมัน ส่วนของดอกนั้นนั้นผลิออกเป็นช่อ มีกลิ่นหอมไกลและหอมแรง ลักษณะของผลเป็นทรงกลม บ้างก็ออกทรงรี เปลือกค่อนข้างหนา มีสรรพคุณทางยาที่น่าสนใจ หลายบ้านปลูกมะตูมเพื่อสรรพคุณทางสมุนไพรโดยเฉพาะ มะตูมในฐานะสมุนไพร ตามร้านขายสมุนไพรจะมีการนำผลมะตูมที่หั่นเป็นแว่นแล้วตากแห้งมาขายเป็นสมุนไพร คนนิยมนำมาทำเป็นเครื่องดื่มสมุนไพรที่มีสรรพคุณช่วยขับลม ลดอาการจุกเสียด แน่นเฟ้อในกระเพาะอาหาร เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการท้องผูก กินเป็นประจำจะช่วยให้การขับถ่ายดีขึ้น ทั้งยังช่วยลดอาการอ่อนเพลีย ช่วยให้ร่างกายสดชื่นกระปรี้กระเปร่าขึ้นด้วย สรรพคุณของมะตูม จากผลการวิจัยต่างๆมากมายพบว่าในผลมะตูมมีสารยับยั้งมะเร็งต่อมไทรอยด์ และฤทธิ์ยับยั้งไวรัสทั้งหลาย ลดการการอักเสบของอวัยวะภายในและภายนอก หากทานติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน มะตูมสามารถทานได้ติดต่อกันไม่มีผลข้างเคียง มะตูมมีสรรพคุณหลักๆช่วยในเรื่องแก้การท้องเดิน ท้องเสีย  ท้องร่วง โรคลำไส้อักเสบเรื้อรังในเด็กก็สามารถรักษาได้ มะตูมยังช่วยในการบำรุง ขับลม รักษาธาตุในร่างกายให้มั่นคง สำหรับใครที่ท้องผูกก็สามารถทานมะตูมได้เป็นยาระบายอ่อนๆ มะตูมยังมีสรรพคุณอีกมากมายไม่ว่าจะเป็น แก้หอบหืด แก้อาการไอ ช่วยให้ชุ่มคอได้ดีด้วย การนำมะตูมมาใช้ ในส่วนของผลนั้นทั้งผลสดหรือผลแห้งสามารถนำมาต้มดื่มได้ทันที มีสรรพคุณแก้บิด และหากใครมีอาการโรคลำไส้เรื้อรัง น้ำมะตูมยังช่วยทุเลาอาการให้ดีขึ้นได้อีกด้วย นอกจากนั้นน้ำมะตูมยังมีวิตามินต่างๆมากมายเช่นวิตามินบีซึ่งเหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการชาบริเวณปลายมือหรือปลายเท้า หากดื่มน้ำมะตูมเป็นประจำ อาการเหล่านั้นจะน้อยลงและวิตามินบีนี้ยังป้องกันการเกิดโรคปากนกกระจอกได้ด้วย ส่วนของใบมะตูมนั้นสามารถนำมากินแกล้มน้ำพริก หรือจะคั้นเอาแต่น้ำไปทำแกงก็ได้ สารเบต้าแคโรทีนที่ได้จากใบมะตูมมีสรรพคุณช่วยชะลอและป้องกันการเกิดมะเร็งต่อมไทรอยด์ มะเร็งลำไส้ และมะเร็งกระเพาะอาหารได้ มะตูมในรูปอาหารไทย ส่วนของยอดใบอ่อนของมะตูมสามารถรับประทานได้ แต่โดยส่วนใหญ่คนจะไม่ค่อยรู้ เนื่องจากคุ้นเคยแต่เพียงการนำผลมาต้มเป็นน้ำมะตูมดื่มกันเสียมากกว่า  คนโบราณนิยมนำยอดใบอ่อนมากินแกล้มกับน้ำพริก อร่อยนักเชียว  นอกจากนั้นยังสามารถนำยอดใบอ่อนมาโขลกให้ละเอียด คั้นเอาแต่น้ำ นำน้ำที่ได้ไปทำแกงบวน ซึ่งเป็นแกงโบราณที่นิยมใช้ในงานมงคล  ส่วนของผลนั้นคนนิยมนำมาตากแห้ง โดยใช้ผลอ่อน จากนั้นนำมาต้มเอาเพียงน้ำ ใช้ดื่มในลักษณะน้ำชา  หรือหากใครจะใช้เป็นผลสุกนำมาต้มกินก็ได้เช่นเดียวกัน ประโยชน์ของมะตูมในด้านอื่นๆ ในประเทศอินเดียมีการนำมะตูมมาใช้เป็นยาแก้โรคท้องเสีย เนื่องจากมะตูมมีสรรพคุณทางยาที่ดีต่อลำไส้ บางท้องที่จะต้มน้ำมะตูมให้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์ดื่มเป็นประจำ เนื่องจากเชื่อว่าจะช่วยทำให้คลอดลูกได้ง่าย ถือว่าเป็นพืชสมุนไพรที่สรรพคุณครอบจักรวาลจริงๆ การนำไปใช้ประโยชน์ มะตูมสามารถนำทุกส่วนไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ไม่ว่าจะเป็น ใบ ราก ผลอ่อน ผลแก่ ผลสุก ใบ มีสรรคุณทางยาที่แตกต่างกันไป ใบ – สามารถนำมาใส่ในแกงบวชได้ ช่วยให้กลิ่นน่ารับประทานมากขึ้น เร่งความอยากอาหาร ช่วยกระตุ้นกับบุคคลที่เป็นโรคเบื่ออาหารได้ดี ราก – สามารถนำไปต้มในน้ำร้อน น้ำเดือด ทานก่อนนอนหรือตอนเช้าๆ ช่วยรักษาอาการโรคหอบหืด ช่วยขับลม ช่วยลดไข้ รักษาอุณหภูมิในร่างกาย ผลโตเต็มที่ – สามารถนำมาหั่นเป็นชิ้นบางๆ ตากแดด หรือจะนำมาอบแห้งให้เป็นสีเหลืองก็ได้ นำมาชงรับประทาน แก้อาการท้องเสีย ท้องร่วงต่างๆ ผลแก่จัดแต่ยังไม่สุก – สามารถนำมาทำเป็นส่วนผสมของขนมหวาน หรือจะนำเนื้อไปทำมะตูมเชื่อมก็อร่อยไปอีกแบบ หรือจะนำไปชงดื่มสดๆก็ได้ช่วยให้ชุ่มคอ ช่วยบำรุงกำลัง ขับลม รักษาธาตุในร่างกาย ผลสุก – ใช้รับประทานเป็นผลไม้ได้เลย ช่วยรักษาอาการท้องผูก เป็นยาระบายแบบอ่อนๆ แนะนำให้ผู้สูงอายุรับประทานเพราะจะช่วยให้การทำงานเผาผลาญอาหารในผู้สูงอายุทำงานได้ดีมากขึ้น ใบอ่อนและยอดอ่อน – สามารถนำไปทำเป็นผักสลัด ผัดน้ำพริก ทานกับลาบ ข้าวยำ ช่วยในเรื่องการระบายลมได้ดี มะตูมเป็นพืชสมุนไพรที่มีสรรพคุณหลายประการมาก แนะนำให้เราทำน้ำมะตูมดื่มเพื่อสุขภาพร่างกายที่ดีของเรา หากบ้านไหนมีผู้สูงอายุการทานน้ำมะตูมเป็นประจำจะช่วยให้ร่างกายปรับสมดุลได้ดีอีกด้วยนะคะ

บัวบก

บัวบก

ใบบัวบก มีชื่อวิทยาศาสตร์อย่างเป็นทางการว่าCentella asiatica เป็นพืชที่จัดอยู่ในประเภทพืชล้มลุก ลำต้นเลื่อยไปตามพื้นดิน ส่วนหนึ่งที่เรียกบัวบก เพราะลักษณะของใบนั้นเหมือนใบบัว หากแต่มีขนาดเล็กกว่ามาก มีสีเขียวสด พื้นผิวเรียบเป็นมัน ส่วนดอกจะโผล่ออกมาตามซอกใบ มีลักษณะเล็กเป็นช่อ ใครที่ชอบอกหักแล้วเพื่อนชอบไล่ไปกินน้ำใบบัวบกแก้อาการช้ำในแล้วล่ะก็ทุกคนคงรู้กันแล้วว่า บัวบก มีสรรพคุณแก้อาการช้ำใน แต่ในความเป็นจริงแล้วบัวบกนี่มีสรรพคุณมากกว่านั้น บัวบกเป็นสมุนไพรที่ช่วยในการรักษาแผลให้เร็วขึ้นและช่วยการลดการอักเสบของแผลได้ดี บัวบกเป็นสมุนไพรที่มีฤทธิ์เป็นยาเย็น เหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคอาการร้อนใน มีธาตุไฟเกินกว่าคนปกติ นอกจากนี้ในประเทศบราซิลยังนำ บัวบกไปใช้รักษามะเร็งมดลูกด้วย ในบัวบกมีสารหลายตัวไม่ว่าจะเป็น สาร Asiaticoside ที่ช่วยในการรักษาแผลเรื้อรังให้หายเร็วขึ้น ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันให้แผล ลดการติดเชื้อ และในปัจจุบันยาแพทย์แผนปัจจุบันก็มีการนำบัวบกมาสกัดเป็นผง นำไปโรยบนแผล ทำเป็นครีม ยาเม็ด แคปซูล รับประทานลดอาการอักเสบ ของแผลสด หรือ แผลแห้ง แผลผ่าตัด แผลไฟไหม้ และนอกจากนี้บัวบกยังสามารถนำคั้นน้ำสด ทำเป็นเครื่องดื่มได้ด้วยนะคะ อกหักให้ดื่มน้ำใบบัวบกแก้ช้ำใน เป็นคำเปรียบเปรยที่คนนิยมนำมาใช้กับพืชสมุนไพรชนิดนี้ เพราะใบบัวบกขึ้นชื่ออย่างยิ่งในสรรพคุณแก้อาการฟกช้าได้เป็นอย่างดี สรรพคุณของบัวบก นิยมคือการนำใบบัวบกมาคั้นเอาน้ำ ต้มกับน้ำตาลเพื่อช่วยลดกลิ่นเหม็นเขียว ดื่มแก้ช้ำใน และบำรุงร่างกาย เสริมสร้างความจำหรือหากใครไม่มีปัญหากับกลิ่นของใบ สามารถรับประทานสดได้ทันที กินเป็นประจำจะเป็นเสมือนยาบำรุงร่างกายแต่ปัจจุบันมีการนำใบบัวบกมาผลิตในรูปแคปซูล ทำให้ง่ายต่อการรับประทาน และไม่ต้องทนต่อกลิ่นเหม็นเขียวของใบบัวบกด้วย อย่างที่เรารู้ๆกันเลยค่ะว่าบัวบกมีสรรพคุณช่วย รักษาอาการช้ำใน รักษาแผลสด ลดการอักเสบของแผล ป้องกันการติดเชื้อ ช่วยรักษาอาการโรคลมชัก โรคผิวหนัง โรคท้องอืด ท้องเสีย แผลในกระเพาะอาหาร ช่วยรักษาอาการบาดเจ็บในอวัยวะภายใน บัวบกมีฤทธิ์กล่อมประสาท ช่วยในเรื่องการบำรุงสมอง บำรุงประสาท เพิ่มความจำ ช่วยเพิ่มความจำในผู้สูงอายุ ช่วยลดอาการเหนื่อยล้าของสมอง ช่วยให้สมองผักผ่อนได้อย่างเต็มที่ บัวบกเป็นพืชที่มีแคลเซียมสูง ช่วยกระตุ้นและเสริมสร้างคอลลาเจนและอีสลาเจนที่ช่วยให้ผิวขาว ผิวนุ่มมากขึ้น ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต ใช้บำรุงกำลัง บำรุงร่างกาย ช่วยแก้อาการปวดศีรษะ ปวดศีรษะข้างเดียว ช่วยแก้กระหายน้ำ แก้อาการร้อนใน ตัวร้อน จากอาการไข้หวัด เป็นยาอายุวัฒนะ ช่วยให้เจริญอาหาร เหมาะสำหรับคนสูงอายุ หรือเด็กที่เป็นโรคเบื่ออาหาร แก้อาการปวดข้อ ปวดหลัง ปวดไหล่ รักษาอาการอักเสบ ติดเชื้อ ที่แผล รักษาโรคผิวหนังต่างๆได้ดี ลบรอยตีนกา ช่วยลดอาการเจ็บคอ อาการไอ ช่วยขับเสมหะทำให้ชุ่มคอ ช่วยผ่อนคลายความเครียด รักษาสมดุลของจิตใจ ช่วยผ่อนคลายและทำให้หลับได้ง่ายขึ้น เห็นไหมละคะว่าบัวบกเป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณทางยาเยอะมาก สามารถทานได้ทุกคน ไม่ว่าจะเป็น เด็ก ผู้ใหญ่ ผู้สูงอายุ แต่อาจจะมีบางรายที่แพ้สารในบัวบกก็จะมีอาการ คลื่นไส้ อาเจียน ถ่ายเป็นเลือด วิงเวียนศีรษะ ก็ควรจะหยุดทานในทันที ใบบัวบกในฐานะสมุนไพร คณะแพทยศาสตร์ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เคยนำใบบัวบกมาทดลองว่าใบบัวบกนั้นมีออกฤทธิ์กับหนูที่ถูกกระตุ้นให้เป็นมะเร็งอย่างไร พบว่าเมื่อหนูเหล่านั้นได้รับน้ำจาก ใบบัวบก เซลล์ที่ผิดปกตินั้นมีขนาดลดลง นอกจากนี้ในใบบัวบกมีสารจำเป็นต่อร่างกายมากมาย เช่น  Glucosides ซึ่งช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ทำให้ใบหน้าผิวพรรณอ่อนกว่าวัย จึงมีการนำสารสกัดจากใบบัวบกไปใส่ในเครื่องสำอางอย่างแพร่หลาย นอกจากนี้ ใบบัวบกยังแก้ช้ำใน แก้อาการฟกช้ำดำเขียว รักษาแผล ชะลอการเสื่อมของเซลล์ในร่างกาย และช่วยเสริมสร้างความจำได้อีกด้วย การนำไปใช้ประโยชน์ บัวบก สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลายอย่างไม่ว่าจะเป็นใบ หรือลำต้น สามารถนำมาคั้นเอาน้ำมาต้ม ชงเป็นเครื่องดื่ม นำกากที่ได้มาพอกบนแผลสดช่วยลดการอักเสบของแผล ทำให้แผลหายได้เร็วขึ้น ใช้ได้ทุกแผลไม่ว่าจะเป็นแผลสด แผลไฟไหม้ แผลผ่าตัด และยังสามารถนำมาเป็นผักจิ้มกินกับน้ำพริก ช่วยรักษาอาการแก้เจ็บคอ โดยนำน้ำคั้นบัวบกสดไปผสมกับน้ำส้มสายชูในปริมาณ 1-3 ช้อนแกง จิบบ่อยๆ นำน้ำใบบัวบกไปต้มกับน้ำตาลทรายกรวด ในปริมาณเท่าๆกัน รักษาอาการดีซ่าน และนอกจากนี้บัวบกยังช่วยรักษาโรคนิ่วได้อีกด้วยโดยการนำน้ำบัวบกไปต้มกับน้ำซาวข้าวครั้งที่ 2  บัวบกสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลายแบบเลยค่ะ เป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณเกินตัวจริงๆเลย ส่วนใบที่คั้นเอาแต่น้ำไปเป็นที่เรียบร้อย สามารถนำมาพอกแผลสด ช่วยลดอาการบวมและอักเสบ หรือจะนำมาพอกหน้าขัดผิว ทำให้ผิวพรรณสดใส อ่อนกว่าวัยได้อีกด้วย ใบบัวบกในรูปอาหารไทย ใบบัวบก ถือว่าเป็นทั้งผักทั้งสมุนไพร ในฐานะผักมีการนำใบบัวบกมาประกอบอาหารหลายอย่าง โดยส่วนใหญ่จะใช้ส่วนใบ เช่นยำใบบัวบกกับปลาทูทอด เมนูที่นำใบบัวบกมาปรุงรสกับเครื่องสมุนไพรอื่นๆที่ใช้ยำ เช่น หอมแดง พริก มะนาว น้ำเชื่อม น้ำปลาและปลาทูทอด คลุกเคล้าให้เข้ากันจะได้รสเปรี้ยวๆหวานๆ รับประทานอร่อยยิ่งนัก หรือจะเป็นการนำใบบัวบกมาทำแกงคั่วพริกใบบัวบก ใช้เครื่องแกง ตับหมู หมูสามชั้น ขมิ้น กระเทียม หอมแดง พริกไทย และเครื่องปรุงรส ผัดคั่วให้เข้ากัน ได้เครื่องแกงจะไปดับกลิ่นเหม็นเขียวของใบบัวบกได้เป็นอย่างดี รับประทานกับข้าวสวย จะได้รสชาติกำลังดี นอกจากนี้ “ใบบัวบก” ยังสามารถนำมาทำแกงปลาใบบัวบก และประกอบอาหารได้อีกหลายชนิด หรือจะรับประทานแกล้มน้ำพริกก็อร่อย ถือว่าเป็นผักที่อยู่คู่ครัวไทยไม่ห่างหาย    

รวมสมุนไพรที่ป้องกันและรักษาโรคมะเร็ง

รวมสมุนไพรที่ป้องกันและรักษาโรคมะเร็ง

มะเร็ง โรคร้ายที่หลายคนกลัวสถาบันมะเร็งแห่งชาติได้ให้คำนิยามของโรคมะเร็งคือกลุ่มของโรคที่เกิดจากการผิดปกติของเซลล์ โดยที่ DNA ส่งผลให้เซลล์เกิดการแบ่งตัวและเติบโตอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นก้อนเนื้อที่ผิดปกติในที่สุด ในต่อมาก้อนนี้ก็จะตายเพราะขาดหลอดเลือดไปหล่อเลี้ยง สาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งและอาการของมะเร็ง สาเหตุของการเกิดมะเร็งมาจากสารพันธุกรรมหรือยีนที่ควบคุมการทำงานของเซลล์ ทำงานผิดไปจากปกติ สาเหตุหลักจะมาจากการได้รับสารก่อมะเร็งเข้าสู่ร่างกาย เช่น คาร์บอนไดออกไซด์ บุหรี่ สุรา(รวมเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ทุกชนิด) รังสีบางชนิด และสารเคมีต่างๆ เป็นต้น ในขณะเดียวกัน ความอ้วนก็มีผลต่อปัจจัยเสี่ยงที่เกิดโรคมะเร็งได้เช่นกัน โดนเฉพาะมะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งลำไส้ มะเร็งเม็ดเลือดขาว มะเร็งตับอ่อน มะเร็งที่ไต มะเร็งรังไข่ มะเร็งมดลูก มะเร็งต่อมลูกหมาก และมะเร็งต่อมน้ำเหลือง เป็นต้น จากสถิติของสถาบันมะเร็งแห่งชาติระบุว่า โรคมะเร็งที่พบบ่อยที่สุดในคนไทยโดยแบ่งตามเพศ มีดังนี้คือ เพศชาย มะเร็งตับ และมะเร็งปอด เพศหญิง มะเร็งปากมดลูก และมะเร็งเต้านม สรุปอาการและการแสดงออกของโรคมะเร็งชนิดต่าง เซลล์มะเร็งจะไม่แสดงอาการใดๆ ในช่วงแรก ต่อเมื่อมีสัญญาณอันตราย 8 ประการที่บ่งชี้ได้ว่าท่านมีความเสี่ยงเป็นมะเร็ง มีการเปลียนแปลงเกี่ยวกับระบบขับถ่าย เช่น ถ่ายอุจจาระเป็นสีดำ และมีเลือดปน หรือปัสสาวะเป็นสีเลือด มีอาการเสียดแน่นท้องเป็นเวลานาน มีอาการเสียงแหบ ไอเรื้อรัง กลืนอาหารลำบาก มีอาการหูอื้อ และมีเลือดกำเดาไหล มีอาการตกขาว และประจำเดือนผิดปกติ มีการเปลียนแปลงของหูต มีก้อนที่เต้านม หรือส่วนต่างๆในร่างกาย มีอาการอักเสบเรื้อรังของแผลที่รักษาแล้วไม่ยอมหาย เมื่อมีอาการป่วยของโรคปกติทั้วไปผสมกับอาการต่อไปนี้ คือ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ร่างกายทรุดโทรม ไม่สดชื่น ให้รีบปรึกษาแพทย์โดยทันที เมื่อมีอาการที่บ่งชี้ว่าเป็นมะเร็ง และมีการกระจายของโรคที่ลุกลามไปตามอวัยวะใกล้เคียง ก่อให้เกิดอาการเจ็บปวด และทุกข์ทรมานเป็นต้น ลดความเสี่ยงโรคมะเร็งด้วยโภชนาการบำบัด พฤติกรรมการบริโภคอาหารถือว่าเป็นสำคัญลำดับต้นๆ ผู้ป่วยโรคมะเร็งควรรับประทานผักผลไม้และสมุนไพรเป็นประจำทุกวัน เพราะผักและผลไม้มีคุณสมบัติในการต่ออนุมูลอิสระ รวมทั้งยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งอีกด้วย เราควรรับประทานอาหารตามหลักโภชนาการดังนี้ ผัก 30% ถั่วและปลา 10% ข้างกล่องเผือก มัน 50 % ผักและผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระในปริมาณ ผักผลไม้และสมุนไพรต่อไปนี้มีสารแอนนิอ๊อกซิแดนซ์ซึ่งเป็นสารสำคัญที่มีสรรพคุณในการต่อต้านอนุมูลอิสระ สาเหตุสำคัญของการเกิดมะเร็งอีกด้วย กระเทียม กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก กุยช่าย ขั้นฉ่าย บร๊อคโคลี คะน้า แครอท พริกไทย ฟักทอง มะเขือเทศ ชะอม ตำลึง ยอ ย่านาง สะเดา หัวผัดกาด เห็ด โหระพา กล้วย กีวีฟรุต บีทรูทเสารส ใบชา เห็ดหลินจือ หญ้าเทวดา ตรีผลา ปัญจขันธ์

มะเร็งตับ โรคร้ายที่คุณต้องรู้ สาเหตุและวิธีรักษา

มะเร็งตับ โรคร้ายที่คุณต้องรู้ สาเหตุและวิธีรักษา

มะเร็งตับ ถือได้ว่าเป็นโรคร้ายที่มีความรุนแรงและรักษาได้ยาก จะพบมากในผู้ที่เป็นเพศชาย โดยเฉพาะผู้ที่ชอบดื่มเหล้าและเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ผสมในปริมาณที่มาก และผู้ที่ชอบรับประทานอาหารสุกๆ ดิบๆ ดังนั้นในประเทศไทยมักจะพบผู้ที่มะเร็งตับอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ(ภาคอีสาน)เป็นส่วนใหญ่ โรคมะเร็งตับส่วนใหญ่มักจะมีความเชื่อมโยงกับการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีและซีชนิดเรื้อรัง รวมถึงการเป็นโรคตับแข็งและโรคไขมันสะสมในตับ ผลจากการวิจัยสามารถสรุปสาเหตุหลักๆ ที่จะทำให้มีโอกาสเป็นมะเร็งตับได้ดังนี้ การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิด B การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิด C ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ผสมในปริมาณที่มาก และดื่มเป็นประจำ ป่วยเป็นโรคตับแข็ง การได้รับสารอะฟลาท็อกซิน (Aflatoxin) ; เป็นเชื่อราชนิดหนึ่ง ซึ่งมักจะพบในอาหารประเภทถั่วลิสง ข้าวโพด ข้าวโอ๊ต ข้าวสาลี กระเทียม หอมหัวใหญ่ หอมแดง มันสำปะหลัง และพริกแห้ง อาการของผู้ป่วยเป็นโรคมะเร็งตับ ผู้ป่วยจะมีอาการต่างๆดังนี้ ในช่วงแรกผู้ป่วยจะแสดงอาการเบื่ออาหาร แน่นท้อง ท้องผูก อ่อนเพลีย น้ำหนักลด ปวดเมื่อย มีไข้ต่ำ ตัวเหลือง ตาเหลือง ท้องโต บวมบริมาณขาทั้งสองข้าง ผู้ป่วยอาจมีอาการจุกเสียดบริเวณชายโครงด้านขวา ซึ่งอาจคลำพบก้อนเนื้อแข็งๆ ได้ด้วยเช่นกัน วิธีการรักษา ในปัจจุบันมีวิธีการต่อสู้กับโรคร้ายนี้โดยฉายรังศีความถี่สูงที่เรียกว่าการทำ HIFU แต่ต้องเข้าใจก่อนว่าการทำ HIFU ไม่ได้รักษามะเร็งได้ทุกแบบทุกชนิดและไม่สามารถรักษามะเร็งระยะสุดท้ายได้ วิธีการป้องกัน อย่างไรก็ตาม แม้โรคมะเร็งตับจะรักษาได้หายได้ยาก แต่เราก็สามารถป้องกันไม่ให้เกิดโรคได้ โดยการระมัดระวังในเรื่องการรับประทานอาหาร โดยรับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ๆ สะอาด เพื่อป้องกันไขพยาธิโดยเฉพาะพยาธิใบไม้ในตับ หลีกเลี่ยงอาหารหมักดอง ที่สำคัญลด ละ เลิก การสูบบุหรี่ และการดื่มสุรา เป็นต้น เพียงเท่านี้คุณก็จะอยู่ห่างไกลจากโรค ด้วยความปรารถนาดีจาก มีประโยชน์.com

มะนาว

มะนาว

ถามคนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป ว่ามาจากมะนาวหรือไม่ เชื่อว่าทุกคนหรือไม่น้อยกว่า 99% ต่างก็รู้จักทั้งสิ้น ทั้งนี้เพราะคนไทยคุ้นเคยกับมะนาวมาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ รู้แต่ว่านานเหลือเกินก่อนที่คนไทยจะรู้จักมะนาวเสียอีก 1 จากมะนาวมีถิ่นกำเนิดในอินเดียแล้วจึงมีผู้นำมาปลูกในประเทศไทยแต่มะนาวมีถิ่นกำเนิดในแถบประเทศไทยจึงทำให้ชาวไทยรู้จักคุ้นเคยกับมะนาวมาก จนแทบจะกล่าวได้ว่าคนไทยขาดมะนาวไม่ได้เลย มะนาวอยู่ในวงศ์เดียวกับส้ม ทั้งหลายคือวงศ์ Rutaceae มีชื่อทางพฤกษศาสตร์ว่า Citures auran tifolia Swingle เป็นไม้พุ่มสูงประมาณ 3-4 เมตร ใบแฝด แต่ด้านล่างค่อนข้างเล็ก ใบค่อนข้างหนาแข็งตามลำต้นและกิ่งก้านมีหนามหนามอยู่ทั่วไป ดอกขนาดเล็ก กลีบดอกสีขาว เกสรตัวผู้สีเหลืองผลกลม มะนาวที่นิยมปลูกในประเทศไทยมีหลายสายพันธุ์ เช่น มะนาวแป้น มะนาวไข่ มะนาวหนัง เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีพันธุ์มะนาวมาจากต่างประเทศ เช่น มะนาวควาย และมะนาวฝรั่ง ไม่ได้รับการนิยมเพราะรสชาติจะสู้กลิ่นของมะนาวพันธุ์ไทยไม่ได้ มะนาวในตำรับอาหารไทย ส่วนที่คนไทยนิยมใช้ประโยชน์จากมะนาวมากที่สุดคือน้ำในผลที่เรียกว่าน้ำมะนาวนั้นเอง อาจารย์ได้ว่า หากมะนาวขาดน้ำไปเสียแล้วก็จะไร้ค่าไปเลยทีเดียว ได้มีสำนวนไทยบทหนึ่งคือ”มะนาวไม่มีน้ำ” หมายถึงคนที่พูดไม่เพราะพูดไม่มีน้ำเสียงหรือพูดห้วนๆ ซึ่งคนไทยถือว่ากิริยาที่ไม่สุภาพ และน่ารังเกียจเป็นต้น น้ำมะนาวสามารถนำไปประกอบอาหารในครัวของคนไทยได้มากมายอาทิ กับข้าวจำพวกต้มที่ออกรสเปรี้ยวเช่นต้มยำ ต้มแซบ เป็นต้น อาหารจำพวกยำต่างๆ เช่น ยำทะเล ยําหนังหมู ยำถั่วพู เป็นต้น ต่างก็ต้องใช้มะนาวทั้งสิ้น นอกจากนี้น้ำจิ้มน้ำพริกประเทศต่างๆก็ต้องใช้น้ำมะนาวเป็นส่วนใหญ่บางครั้งใช้ผลของมะนาวหั่นเป็นชิ้นเล็กติดทั้งเปลือกทั้งเนื้อ น้ำมะนาวนิยม นำมาปรุงเป็นวัตถุไม้ให้วัดท่าไม้กินเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เป็นที่นิยมดื่มกันทั่วไปทั้งประเทศไทยนะชาวต่างประเทศ เพราะนอกจากวัดเช้าแล้วยังมีวิตามินซีและแร่ธาตุชนิดอื่นๆอีกด้วย จากประโยชน์ต่างๆมากมายดังกล่าวทำให้ชาวไทยมีผลมะนาวติดคู่กันเสมอแม้ในฤดูที่ซึ่งมะนาวติดผลน้อยและมะนาวที่มีผลเล็กน้ำน้อย แต่ความต้องการน้ำมะนาวก็ยังมาเหมือนเดิมจึงทำให้ราคาของมะนาวสูงมาก มะนาวในฐานะสมุนไพร นอกจากด้านอาหารและเครื่องดื่มแล้วมะนาวยังมีประโยชน์ด้านอื่นๆอีกมากมายเช่นด้านสมุนไพร ตามตำราสรรพคุณยาไทยระบุสรรพคุณด้านสมุนไพรของมะนาวไว้หลายอย่าง เช่น ใช้เป็นยาขับลม แก้ท้องเสีย แก้อาการเจ็บคอ แก้โรคลักปิดลักเปิด แก้ไอ แก้คลื่นไส้ วิงเวียน เหงื่อออกมาก เป็นต้น งานวิจัยพบว่าผู้สูงอายุที่มีระดับวิตามินซีในกระแสเลือดต่ำ มีโอกาสเกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะได้บอกว่าคนทั่วไป โดยเฉพาะ ผู้สูงอายุที่กินอาหารไม่ถูกหลักโภชนาการทุกวันนี้เราพบโรคขาดวิตามินซีในคนแก่ที่กินอาหารไม่ถูกต้องหรือเลือกอาหาร และในเด็กทารกที่ไม่ได้รับการกินนมจากแม่น้ำที่มีการเสริมด้วยน้ำส้มสด แม้ผู้ที่มีอาการโรคลักปิดลักเปิดขั้นรุนแรงหาได้กินวิตามินซี 100 mg หรือเท่ากับส้ม 2-3 ผลติดต่อกันทุกวันเป็นเวลา 2 ถึง 3 สัปดาห์ อา การจะทุเลาอย่างรวดเร็ว สรรพคุณและวิธีการใช้ ใบ ใช้ต้มน้ำสมุนไพรรวมกับสมุนไพรอื่น ใช้ผสมในยาฟอกเพื่อบำรุงเลือด ผิว เป็นยาขับลมใช้ชงน้ำเดือดแก้ท้องเสีย ท้องเฟ้อ แก้อาการลมวิงเวียน แก้อาการเจ็บคอ น้ำในผล ป้องกันและ รักษาโรคลักปิดลักเปิด แก้ไอแก้เจ็บคอ *สูตรยาแก้ไอคือน้ำคั้นจากมะนาวสด 1 ลูกน้ำผึ้งปริมาณ เท่าน้ำมะนาว เกลือ 20 มือหนึ่งผสมส่วนผสมทั้งหมดเข้าด้วยกัน จิบ ครั้งละนิดหน่อยๆ อาการไอจะทุเลาลง แก้อาการคลื่นไส้อาเจียน เนื่องจากอาการแพ้ท้องเมารถเมาเรือ ใช้ระบายท้องโดยใช้น้ำมะนาวใส่น้ำตาลใส่เกลือทุกวัน แก้อาการอ่อนเพลียเนื่องจากอากาศร้อนอบอ้าวเสียเหงื่อมากจะให้น้ำผสมเป็นน้ำมะนาวกับน้ำผึ้งเล็กน้อย ราก แก้ไข้กลับ แก้อาการปวดฝีใช้รากมะนาวฝนกับเหล้าทาบริเวณที่เป็น เมล็ด ครัวให้เหลืองใช้เป็นยากวาดแก้ซ่างเด็ก ประโยชน์ด้านอื่น ในด้านเป็นเครื่องสำอางมะนาวใช้สระผมได้เช่นเดียวกับมะกรูด น้ำในผลทำให้ผิวหนังนุ่มนวลใช้รักษาสิวเปลือกมะนาวที่บีบน้ำออกแล้วใช้ทำความสะอาดในมือได้ดี มะนาวยังมีประโยชน์ด้านอื่นอีกมากมายทั้งยังเป็นต้นไม้ที่ เป็นพื้นบ้านดั้งเดิมของไทยเรา ถึงหน้านำมาปลูกไว้บริเวณบ้าน เป็นอย่างยิ่ง นอกจากจะได้ประโยชน์ในด้านต่างๆตามที่กล่าวมาแล้วมะนาวยังถือเป็นไม้มงคลอีกอย่างหนึ่งด้วยการตั้งเวลาปลุกไม้ในบ้านของคนไทยโบราณกำหนดให้ปลูกมะนาวไว้ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ของตัวบ้านจะเป็นมงคล มีรายการประกวดนางงามแห่งหนึ่งใช้คำขวัญว่า งามอย่างมีคุณค่า เพราะว่าจะตั้งคำขวัญให้มะนาว บ้างว่า เปี้ยวอย่างมีคุณค่า คุณค่าที่แท้จริงของเราคนไทยทุกคนโดยไม่มีผลประโยชน์ของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมาเคลือบแฝงอีกด้วย วิธีทำปลาหมึกไข่นึ่งมะนาว วิธีทำปลากะพงนึ่งมะนาว

ข่า

ข่า

ขิงก็รา ข่าก็แรง สำนวนไทยสำนวนนี้คงเป็นสำนวนที่คนไทยส่วนไทย(สมัยนี้)คุ้นเคยเป็นอย่างดี หมายถึง “ต่างก็จัดจ้างพอๆกัน ต่างก็มีอารมณ์ร้อนพอๆกัน ต่างไม่ยอมลดละกัน” (อ้างอิงตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2525) ข่า เป็นพืชล้มลุกอยู่ในวงศ์ Zinggiberaceae เช่นเดียวกับขมิ้นและขิง ชื่อในพฤกษ์ศาสตร์คือ Alpinia galanga(Linn.) Wild. มีลำต้นใต้ดิน ส่วนบนดินมีลำต้นเทียมที่เกิดมาจากก้านใบสูงประมาณ 1-2 เมตร แตกหน่ออกเป็นกอ ใบเป็นรูปไข่ยาวออกสลับกัน ดอกมีสีขาวประจุดม่วงแดงออกตรงปลายยอดเป็นช่อ ผลของข่ามีขนาดเล็กสีเขียว ข่ามีชื่อในทางสมุนไพรว่า กฏุกกโรหินี ภาษาอังกฤษเรียกว่า Greater galangal ข่ามีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศไทยและเพื่อนบ้าน ในประเทศจีนและอินเดียมีพืชลักษณะเดียวกันแต่เป็นคนละชนิด ข่าในรูปอาหารไทย คนไทยนิยมนำข่ามาปรุงอาหารมากที่สุดในโลก(ก็เพราะมันมีถิ่นกำเนิดที่ไทย) นอกจากส่วนช่อดอกของข่าที่จะนำมาจิ้มโดยตรงแล้ว ยังมีการนำเอาส่วนที่เป็นลำต้นใต้ดินมาปรุงอาหารไทยหลายชนิด ถ้าหากไม่นำข่ามาปรุงอาหารไทย รสชาติของอาหารไทยคงจะผิดแปลกไปจากปัจจุบันอย่างมาก เนื่องลำต้นใต้ดินของข่านี้มีคุณสมบัติชอบดับกลิ่นคาวของเนื้อ และมีน้ำมันระเหยซึ่งมีกลิ่นฉุนและรสเผ็ดเฉพาะตัว ข่าในฐานะสมุนไทย ข่า เป็นพืชสมุนไทยที่ใช้กินเพื่อเป็นยาขับลม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ขับเสมหะ ขับเหงื่อ แก้บิด หากใช้ภายนอกสามารถทาแก้กลากเกลื้อน แก้ลมพิษ เป็นต้น ข่าเป็นส่วนประกอบของพิกัดตรีวาดผล ใช้แก้โรคลม และพิกัดตรีกาฬพิษ ซึ่งแก้พิษกาฬ เป็นส่วนประกอบสำคัญของยาไฟบรรลัยกัลป์ ซึ่งสามารถช่วยในการขับน้ำคาวปลา ช่วยมดลูกเข้าอู่ สรรพคุณของข่า และวิธีการใช้ แก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ และปวดท้อง ใช้เท่าหัวแม่มือ ทุบให้แตกแล้วนำมาต้มจากนั้นเอาน้ำมาดื่ม ใช้รักษาโรคผิวหนัง ใช้ลำต้นใต้ดินของข่ามาฝนกับเหล้าหรือน้ำส้มสายชู หรือตำแล้วแช่แอลกอฮอล์ ประโยชน์ของข่าในด้านอื่นๆ ในปัจจุบันมาการนำข่ามาใช้ในการควบคุมแมลงศัตรูพืชแทนการใช้สารเคมี สูตรสมุนไพรป้องกันและกำจัดศัตรูพืชที่ดีคือ สะเดา ข่า และตพไคร้หอม เพราะข่ามีน้ำมันระเหยที่มีกลิ่นฉุน ทำให้แมลงไข่ฝ่อ กำจัดเชื้อราบางชนิด

Page 5 of 8« First...34567...Last »

FanPage