เม็ดแมงลัก Lemon basil

เม็ดแมงลัก Lemon basil

เม็ดแมงลัก มีส่วนช่วยให้ระบบขับถ่ายของเราดีขึ้น ทำให้ผู้คนที่ต้องการจะควบคุมและหรือลดน้ำหนักนิยมนำมารับประทานกันมากขึ้น ก่อนที่จะเข้าเรื่องของเม็ดแมงลักผู้เขียนขอท้าวความถึงบทความที่ถูกผ่านการแชร์ในสังคมออนไลน์ (โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน) เม็ดแมงลักมาจากต้นแมงลัก เป็นพืชล้มลุกในสกุลกะเพรา-โหระพา แมงลักมีใบเล็ก สีอ่อน บอบบาง ช้ำง่ายและเหี่ยวง่ายกว่า ชื่อสามัญเดิมเรียกกันว่า hoary basil (hoary แปลว่าผมหงอก) โดยนำมาจากลักษณะที่มีขนอ่อนสีขาวๆ บริเวณก้านใบและยอดอ่อน ต่อมาก็เปลี่ยนมาเรียกว่า lemon basil ตามลักษณะกลิ่นที่คล้ายส้ม-มะนาว ส่วนแมงลักศรแดงของไทยเรียกว่า thai lemon basil (อ้างอิง Wikipedia) สรรพคุณ(ประโยชน์)ของเม็ดแมงลัก เม็ดแมงลักช่วยลดคอลเลสเตอรอลในร่ายกายเนื่องจากเม็ดแมงลักจะเปลียนคอลเลสเตอรอลเป็นกรดน้ำดีที่จำเป็นต่อร่างกาย จึงเหมาะแก่การใช้เม็ดแมงลักสำหรับลดความอ้วน เม็ดแมงลักช่วยให้ระบบขับถ่ายของร่ายกายดีขึ้นและสามารถใช้รักษาผู้ที่มีอาการท้องผูกได้ดีอีกด้วย คำเตือน : หากรับประทานเม็ดแมงรักษาในปริมาณมากเกินไปทำส่งเสียมากกว่าผลดีเนื่องจากทำให้รู้สึกแน่นท้อง ช่วยให้ร่างกายดูดซึมน้ำตาลได้น้อยลง คำเตือน : จึงไม่แนะนำให้ทานเม็ดแมงลักในขณะที่ตอนกินยารักษาโรคต่างๆ เนื่องจากเม็ดแมงลักจากทำให้ร่างกายดูดซึมตัวยาได้น้อยลง เม็ดแมงลักสามารถใช้ดีท๊อกซ์ลำไส้ได้ดี ดังนั้นจึงเหมาะแก่ผู้ที่ต้องการล้างลำไส้ที่เป็นเศษอาหารตกค้างอันเนื่องจากการเคี้ยวอาหารที่ไม่ละเอียดหรือการขับถ่ายที่ไม่ตรงเวลา ช่วยในการขับเหงือ ช่วยแก้อาการวิงเวียนศรีษะ เม็ดแมงลักยังให้สารเบต้าแคโรทีนและแคลเซียม ซึ่งเป็นสารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายด้วย แมงลักในฐานะสมุนไพร เม็ดแมงลัก ช่วยลดน้ำหนักได้เป็นอย่างดี เพราะทำให้อิ่ม ในขณะที่ให้พลังงานต่ำ หลายคนจึงใช้เม็ดแมงลักในการควบคุมน้ำหนัก แต่เม็ดแมงลักจะทำให้ยาหรือสารอาหารบางอย่างถูกดูดซึมเข้าร่างกายได้ยากขึ้น จึงทำให้เหมาะกับผู้ป่วยเบาหวาน เพราะจะช่วยให้ร่างกายดูดซึมน้ำตาลได้น้อยลง เหมาะสำหรับช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด นอกจากนั้นยังมีสรรพคุณช่วยลดคอเลสเตอรอลในร่างกาย แล้วเปลี่ยนให้เป็นกรดน้ำดี  โดยไม่มีผลกับคอเลสเตอรอลชั้นดีในร่างกาย ลดความเสี่ยงของโรคหัวใจที่อาจจะเกิดขึ้นได้ สำหรับผู้ที่มีอาการท้องผูก อุจจาระตกค้างในลำไส้ เม็ดแมงลักมีเส้นใยสูงสามารถขับของเสียออกจากร่างกาย ทำความสะอาดเอาอุจจาระที่ตกค้างในลำไส้ออกจากร่างกาย ขับลมออกจากร่างกาย แก้อาการท้องอืด แก้อาการวิงเวียนศีรษะ นอกจากนั้นยังมีฤทธิ์ในการช่วยยับยั้งเชื้อรา จึงแก้กลากเกลื้อนได้ด้วย แมงลักในรูปอาหารไทย ใบแมงลักเป็นส่วนผสมในเมนูอาหารไทยหลายอย่างมาก บางครั้งสามารถใช้แทนใบกะเพราได้ ด้วยกลิ่นหอมของใบแมงลักสามารถดับคาวของเนื้อสัตว์ที่ใช้ประกอบอาหารได้ด้วย เมนูจากใบแมงลักนั้นหากเป็นทางภาคอิสานก็อย่างเช่นแกงอ่อน แกงหน่อไม้ แกงเห็ด หมกหน่อไม้ จะใส่ใบแมงลักเป็นยาและช่วยดับกลิ่นปลาร้า ให้อาหารมีกลิ่นหอมน่ารับประทาน นอกจากนั้นยังมีเมนูอื่นๆอีก ไม่ว่าจะเป็น แกงฟักทอง แกงเลียง ต้มจืดใบแมงลักเป็นต้น บางคนก็นิยมใส่ใบแมงลักในผัดกะเพราด้วย ส่วนของเม็ดแมงลักนิยมนำมาทำของหวาน เช่นวุ้น เครื่องดื่ม ใส่ในน้ำเต้าหู้ ใส่น้ำผลไม้ต่างๆด้วย เม็ดแมงลัก ลดอ้วน ดูดสารพิษ ข้อมูลจาก สำนักข่าวไทย อสมท ข้อแนะนำในการทานเม็ดแมงลัก เม็ดแมงลักในปริมาณ 2 ช้อนชา ต่อน้ำ 1 แก้ว โดยเทเม็ดแมงลักลงไปในแก้วน้ำสะอาดทิ้งไว้จนกว่าเม็ดแมงลักจะฟองเต็มที่ (ประมาณ 15 – 30 นาที) สามารถดื่มได้ทุกวันก่อนนอน เพื่อให้เม็ดแมงลักลากเศษอาหารที่ตกค้างในลำไส้ออกมา ประโยชน์ของแมงลักในด้านอื่นๆ ส่วนใหญ่แมงลักจะใช้ประโยชน์ในด้านการนำมาทำอาหารและใช้เป็นยาทั้งยาทาและยากินมากกว่า  

ใบมะรุม Moringa

ใบมะรุม Moringa

ใบมะรุม (Moringa) ในภาษาท่องถิ่นภาคเหนือจะเรียกว่า “บะค้อนก้อม” ถ้าเป็นภาคอีสานจะนิยมเรียกกันว่า “ผักอีฮุม” หรือ “บักฮุ้ม” ใบมะรุมผักอีกชนิดหนึ่งที่สามารถกินได้ทั้งยอดอ่อนและฝัก เป็นไม้ยืนต้นปลูกง่ายในเขตร้อน มีสรรพคุณมากมายหลายอย่าง จากงานวิจัยพบว่าใบมะนุมมีสารอาหารหลายชนิดในปริมาณที่สูงมากเมื่อเทียบกับผักผลไม้อื่นๆในปริมาณเท่ากัน อาทิ มีโปรตีนสูงกว่านมสดถึง 2 เท่า มีวิตามินเอสูงกว่าแครอต 3 เท่า วิตามินซีสูงกว่าส้มถึง 7 เท่า แคลเซียมสูงกว่านมสด 3 เท่า โพแทคเซียมสูงกว่ากล้วย 3 เท่า และที่สำคัญใบมะรุมนี้ให้พลังงานที่ต่ำจึงเหมาะแก่ผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนักหรือผู้ที่ต้องการลดความอ้วน ก่อนหน้านั้นมะรุมโด่งดังมากในการนำมาสกัดน้ำมัน ซึ่งช่วยในเรื่องผิวพรรณ แต่ความจริงแล้ว สรรพคุณของมะรุมนั้นมีมากมายมหาศาล ชื่ออย่างเป็นทางการทางวิทยาศาสตร์ของมะรุมคือ Moringa oleifera Lam ลำต้นสูงกว่าสามเมตร จัดเป็นไม้ยืนต้น ใบของมะรุมออกเรียงกันเป็นแผงคล้ายใบมะยม มีสีเขียว ด้านบนนั้นสีใบจะเขียวจัดกว่าอีกด้านหนึ่ง ดอกของมะรุมมีลักษณะเป็นช่อ ส่วนของผลนั้นออกเป็นฝักด้านนอกเป็นสีเขียวเข้มจัด ด้านในจะบรรจุเมล็ดสีน้ำตาลเป็นข้อๆ มะรุมในฐานะสมุนไพร ส่วนของใบมะรุมนั้นอุดมด้วยวิตามินเอที่สูงมาก ไม่เพียงเท่านั้นยังมีวิตามินซี และแคลเซียม จึงสามารถแก้อาการเลือกออกตามไรฟัน ช่วยลดพิษไข้ในร่างกาย กินเป็นประจำจะช่วยลดความดันโลหิตได้ นอกจากนี้ในใบมะรุมยังมีสาระสำคัญอย่าง thiocarbamate ที่ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งผิวหนัง ไม่เพียงแค่ในใบเท่านั้นที่ช่วยยับยั้งเซลล์มะเร็ง แต่เมล็ดของมะรุมเองก็มีสารเอทานอลที่ช่วยในเรื่องของมะเร็งให้ชะลอการเจริญเติบโตได้เช่นเดียวกัน นอกจากนี้ในมะรุมยังมีไยอาหารที่สูงมาก ผู้ที่ท้องผูกเป็นประจำสามารถรับประทานเพื่อแก้อาการท้องผูกได้ นอกจากนั้นในมะรุมยังมีกรดอะมิโนที่ร่างกายไม่สามารถสร้างขึ้นได้เอง 8 ชนิด จึงช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ในร่างกาย และบำรุงร่างกายให้แข็งแรงได้ด้วย สรรพคุณ(ประโยชน์) ของใบมะรุม ใบมะรุมมีฤทธิ์ช่วยลดความดันโลหิต จึงเหมาะแก่ผู้ที่มีความดันโหลิตสุง ลดไขมันทั้งคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ เหมาะแก่ผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนักและลดความอ้วน กำจัดเชื้อโรคที่มากับอาหาร ยับยั้งการอักเสบ ขับปัสสาวะ กระตุ้นการทำงานของภูมิคุ้มกันได้เป็นอย่างดี ใช้ใบแก่จัดตากแดด แล้วนำมาบดเป็นผง ชงดื่มเสมือนน้ำชา ช่วยลดพิษไข้ในร่างกาย ลดความดันโลหิต ทั้งยังช่วยระบาย แก้อาการอักเสบในกระเพาะอาหาร แก้โรคเลือดออกตามไรฟัน เมล็ดของมะรุม สามารถสกัดน้ำมันนำมาประกอบอาหาร ช่วยรักษาโรคข้อ โรคเก๊าต์ได้รับประทานใบสดๆ เพื่อรักษาพิษไข้ ชะลอการเกิดมะเร็ง ชะลอการเสื่อมของเซลล์ในร่างกายเนื้อในฝักมะรุมสามารถนำมารับประทานแก้เจ็บคอ ประโยชน์ของมะรุมในด้านอื่นๆ กากของเมล็ดมะรุมที่เหลือจากการสกัดน้ำมันไปแล้ว สามารถนำมาทำเป็นปุ๋ย ใบมะรุมถือว่ามีโปรตีนสูง สามารถนำมาเลี้ยงสัตว์เพื่อช่วยเพิ่มผลผลิตได้ เช่นวัวนม เมื่อเลี้ยงเสริมด้วยใบมะรุม จะให้นมเพิ่มขึ้นกว่าปกติเลยทีเดียว อร่อยเพื่อสุขภาพกับใบมะรุม ปริมาณที่แนะนำสำหรับการรับประทานใบมะรุมคือวันละ 1 ถ้วยตวง คนไทยนิยมนำใบมะรุมมาลวกกินกับน้ำพริกซึ่งให้รสชาติขมอ่อนๆ มะรุมในรูปอาหารไทย มะรุมนั้นจัดเป็นพืชสวนครัวที่สามารถนำมาประกอบอาหารได้หลายอย่างมากมาย ยกตัวอย่างเช่นเมล็ดอ่อนของมะรุมนิยมนำมาทำยำมะรุม มีส่วนผสมง่ายๆเต้าหู้ขาว หอมแดง ผักกาดแก้ว เห็ดฟาง และเครื่องปรุงรส โดยเมล็ดมะรุมนั้นนำไปลวกในน้ำเดือดให้สุกก่อนจะนำมายำ ได้ทั้งอาหารอร่อย ทั้งประโยชน์จากเมล็ดมะรุม นอกจากนั้นยังมีเมนูอาหารจากมะรุมหลายอย่างเช่น ส่วนใบนั้นสามารถนำมาทำแกงใบมะรุมถั่วเขียว แกงแคใบมะรุม แกงจืดไข่ใบมะรุม แกงส้มมะรุม หรือจะนำใบมะรุมใส่ในแกงอ่อมก็ได้ นอกจากนี้ยังสามารถนำใบมะรุมสดไปกินแกล้มกับน้ำพริกได้อีกด้วย ข้อควรระวัง ผู้ที่ควรหลีกเลี่ยงคทิ สตรีมีครรภ์เนื่องจากมีรายงานจากการทดลองกับสัตว์ว่าใบมะรุงมีพิษทำให้เกิดการแท้งได้

ข้าวโพดม่วง

ข้าวโพดม่วง

ข้าวโพดม่วง จากงานวิจัยของ ผศ.จันทนี อุริยะพงศ์สรรค์ ภาควิชาเทคโนโลยีอาหาร คณะเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยขอนแก่น ระบุว่าข้าวโพดม่วงมีปริมาณสารประกอบฟีโนลิก (Phenolic Compounds) และสารแอนโทไซยานิน (Anthocyanin) ซึ่งเป็นสีม่วงและให้สารแอนติออกซิแดนซ์สูง สรรพคุณ (ประโยชน์) มีส่วนช่วยลดโอกาสการเกิดโรคมะเร็งชนิดเนื้องอก ช่วยป้องกันความผิดปกติของโรคที่เกิดจากความเสื่อมของประสาท ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ซึ่งเป็นผลดีสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน ช่วยฟื้นฟูการทำงานของเส้นประสาทที่เกิดความผิดพลาดจากโรคเบาหวานได้

เห็ดหลินจือ Lingzhi

เห็ดหลินจือ Lingzhi

เห็ดหลินจือ (Lingzhi) เป็นสมุนไพรที่ค้นพบในประเทศไทยจีนถูกใช้ในการรักษามายาวนานกว่า 2000 ปี ในยุคนั้นเห็ดหลินจือถือว่าเป็นสิ่งที่หายากและมีคุณค่าสูงจนในบางที่ถือว่าเห็ดหลินจือเป็น “เทพเจ้าแห่งชีวิต” เชื่อว่ามีพลังมหัศจรรย์ใช้เป็นยาอายุวัฒนะ และช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง ชาวจีนหลายคนยกให้เห็นหลินจือเป็นสุดยอดของสมุนไพรจีน เพราะมีสรรพคุณหลากหลายและปลอดภัยไม่มีพิษต่อร่างกายอีกด้วย สรรพคุณของเห็ดหลินจือ ช่วยให้กล้ามเนื้อหัวใจแข็งแรง ใช้บำรุงร่างกาย เป็นยาอายุวัฒนะ ทำให้ความจำดีขึ้น ทำให้ประสาทสัมผัสต่าง ๆ ชัดเจนดีขึ้น ส่งเสริมการไหลเวียนของเลือดดีขึ้น ทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งสีหน้าแจ่มใส ชะลอความแก่ รักษาและต้านมะเร็ง รักษาโรคตับ ความดันโลหิตสูง ขับปัสสาวะ ปรับความดันโลหิตทั้งสูงและต่ำ ภาวะมีบุตรยาก การเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ โรคภูมิแพ้ โรคประสาท ลมบ้าหมู เส้นเลือดอุดตันในสมอง อัมพาต อัมพฤกษ์ ปวดเมื่อย ปวดข้อ โรคเกาต์ โรคเอสแอลอี เส้นเลือดหัวใจตีบ ตับแข็ง ตับอักเสบ ปวดประจำเดือน ริดสีดวงทวาร อาหารเป็นพิษ แผลในกระเพาะอาหารและลำไส้ บำรุงสายตา และความเชื่อดังกล่าว ยังคงสืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน วิธีบริโภทเห็ดหลินจือ ในการรับประทานเห็ดหลินนั้นควรทานในขณะที่ท้องว่างเนื่องจากร่างกายจะสามารถดูดซึมเห็ดหลินจือได้ดี และเห็ดหลินจือไม่มีพิษต่อร่างกายและไม่ทำให้เกิดการระคายเคืองต่อกระเพาะอาหารจึงสามารถทานเห็ดหลินจือก่อนอาหารได้ ข้อแนะนำ : การรับประทานเห็ดหลินจือควรทานในช่วงเวลาเช้าขณะหลังตื่นนอนเนื่องจากเป็นเวลาที่ท้องว่างที่สุด และในยังเป็นเวลาที่ร่างกายจะได้ออกกำลังกายจึงทำให้เกิดการสูบฉีดเลือด

Page 8 of 8« First...45678

FanPage