ร้านมีประโยชน์ ร้านค้าสุขภาพ ร้านออร์แกนิค อาหารที่มีประโยชน์ ในขอนแก่น

สินค้าแนะนำ

ร้านมีประโยชน์ ขายสินค้าเพื่อสุขภาพในขอนแก่น

สินค้าคุณภาพปลอดสารพิษ จากผู้ผลิตชั้นนำในประเทศไทย เพื่อคนรักสุขภาพ

สินค้าอภัยภูเบศร์ STUN XONGDUR GOLDCUP ใช่เลย (PITIP) GREEN SWEET และอีกมากมาย

อ่านต่อ

สินค้าทั้งหมด

บทความสุขภาพ

บทความแนะนำการดูแลรักษาสุขภาพของตัวเอง อาหาร ผัก ผลไม้ที่จำเป็นการร่างกาย

สรรพคุณและการนำไปใช้ของสมุนไพรต่างๆ ที่ท่านสามารถนำไปใช้เองได้

อ่านบทความสุขภาพ

บทความ

กินปลา

การกินปลามีส่วนช่วยป้องกันภูมิแพ้

การกินปลาและอาหารที่มีส่วนประกอบของปลาอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้งตั้งแต่วัยเด็กจะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันและช่วยลดการเป็นโรคภูมิแพ้ รวมทั้งโรคเยื่อจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ เมื่อโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ โดยกุมารแพทย์ มหาวิทยาลัยโกเทนเบิร์ก ประเทศสวีเดน ได้ตีพิมพ์ผลการศึกษาดังกล่าวในวารสาร Pediatric Allergy and Immunology (PAI) โดยระบุว่า จากการทดลองในเด็กจำนวน 4000 คน โดยให้พ่อแม่ของเด็กตอบแบบสอบถามเรื่องสุขภาพของลูกเป็นช่วงๆ ตั้งแต่อายุ 6 เดือน จนมีอายุครบ 12 ปี พบว่าเด็กที่พ่อแม่ให้ทานปลาอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง มาตั้งแต่เด็กอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเริ่มกินปลาตั้งแต่อายุเพียง 12 เดือน มีแนวโน้มว่าพวกเขามีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นโรคละอองฟาง (Hay Fever) ซึ่งเป็นอาการของภูมิแพ้ต่ำกว่าเด๋กที่ไม่ค่อยได้กินปลาอย่างมาก อีกทั้งงานวิจัยนี้พบว่ามารดาที่กินน้ำมันปลาระหว่างตั้งครรย์จะมีแนวโน้มที่ลูกจะเสี่ยงต่อการเป็นโรคแพ้อาหาร ผิวหนังอักเสบเรื้อรัง (Eczema) หรือโรคหอบหืดน้อยกว่า

คุณแม่ที่ใช้ ยาปฏิชีวนะ ในช่วงตั้งครรภ์อาจทำให้ลูกอ้วน

คุณแม่ที่ได้รับยาปฏิชีวนะในช่วงตั้งครรภ์ในไตรมาสแรก ๆ (ประมาณ 1 ถึง 5 เดือนแรก) อาจจะส่งผลให้ลูกในครรภ์มีค่าดัชนีมวลร่างกายสูงขึ้นตอนอายุ 2 ขวบ ดังผลวิจัยชิ้นหนึ่ง ที่ทำการวิจัยศึกษา โดยใช้ผู้หญิง 527 คน แบ่งออกเป็น 303 คน ที่ให้ใช้ยาปฏิชีวนะ และอีก 101 คนใช้ยาฆ่าเชื้อรา ผลการศึกษาพบว่า เฉพาะยาปฏิชีวนะเท่านั้น ที่มีผลต่อน้ำหนักตัวของเด็ก แต่ขึ้นอยู่ช่วงเวลาที่ได้รับยาปฏิชีวนะในตอนตั้งครรภ์ด้วย โดยพบว่าการได้รับยาดังกล่าวในช่วงไตรมาสแรก หรือไตรมาสที่สองของการตั้งครรภ์จะส่งผลให้เกิดความเสี่ยงดังกล่าว คณะนักวิจัยเห็นว่าสาเหตุหลักของความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นนี้ น่าจะมาจากผลของยาปฏิชีวนะต่อชนิดของเชื้อจุลินทรีย์ในช่องคลอดของมนุษย์ ซึ่งส่งผลต่อชนิดจุลินทรีย์ในร่างกายของลูก โดยแม่ที่ได้รับยาปฏิชีวนะในตระกูลยา Staphylococcus และยังมีงานวิจัยอื่นๆ พบว่าเด็กที่มีอายุ 6 ถึง 12 เดือน ซึ่งมีเชื้อ Staphylococcus aureus ในอุจาระมากขึ้นจะมีความเสี่ยงน้ำหนักตัวเกินมาตรฐานมากขึ้นตอนอายุ 7 ขวบ ดังนั้นการใช้ยาปฏิชีวนะ จึงควรใช้ด้วยความระมัดระวัง และใช้เมื่อจำเป็นเท่านั้น ที่มา : HealthToday เล่มประจำเดือนมีนาคม  หน้า 8

รู้ทัน โรคสะเก็ดเงิน วิธีรักษาและวิธีดูแลอย่างง่าย

โรคสะเก็ดเงิน คือโรคเรื้อรังชนิดหนึ่งที่จะเกิดขึ้นที่ผิวหนัง โรคดังกล่าวจะส่งผลต่อการใช้ชีวิตของผู้ป่วยอย่างมาก เพราะอาการมักจะแสดงในตำแหน่งที่ผู้อื่นมองได้ชัดเจนเช่น ใบหน้า มือ และศีรษะ เป็นต้น ส่งผลให้ผู้ป่วยที่เป็นโรคสะเก็ดเงินขาดความมั่นใจในการชีวิตประจำวันในสังคมเพราะกลัวว่าคนรอบข้างจะรังเกียจ แต่รู้หรือไม่ว่า โรคสะเก็ดเงินไม่ใช่โรคติดต่อ และผู้ป่วยยังสามารถใช้ชีวิตประจำวันอยู่กับคนอื่นได้ตามปกติ ถึงแม้ว่าโรคดังกล่าวจะรักษาให้หายขาดไม่ได้ แต่ก็สามารถบรรเทาอาการให้ลดลงได้ ถ้าผู้ป่วยปฏิบัติและตัวแลตัวเองอย่างถูกต้องเหมาะสม จะทำให้โรคดังกล่าวมีระยะสงบ (ไม่แสดงอาการ) ที่ยาวนานขึ้น โรคสะเก็ดเงิน เป็นโรคที่เกิดขึ้นได้ในผู้คนทุกเพศทุกวัย โดยยังไม่ทราบสาเหตุของการเกิดโรคที่ชัดเจน แต่มีการสันนิษฐานว่าหนึ่งในปัจจัยของโรคนี้เกี่ยวข้องกับพันธุกรรม เนื่องจากมักจะพบผู้ป่วยที่เป็นโรคสะเก็ดเงินในครอบครัวก็มีจะสมาชิกเคยป่วยด้วยโรคสะเก็ดเงินมาก่อน ส่วนมากจะพบในแทบยุโรปและอเมริกาที่่สวนใหญ่ ผู้ป่วยหลายรายจะมาพบแพทย์พร้อมกับอาการผื่นขึ้นตามตัว ศีรษะ และเล็บที่ดูผิดปกติ ผื่นที่พบส่วนใหญ่มักจะมีลักษณะ หนา และนูน มีสีออกแดง อาจจะปกคลุมไปด้วยขุยสีขาวหนา อาการดังกล่าวอาจเกิดขึ้นได้ทุกบริเวณในร่างกาย และจะลุกลามไปที่ต่างๆได้เช่นกัน การกระจายของผื่นขึ้นอยู่กับบุคคล บางคนมีอาการน้อยอาจจะใช้เวลานานกว่าผื่นจะลุกลาม แต่กลับกันบางคนอาจเป็นผื่นแดงทั้งตัวตั้งแต่วันแรกเลยก็ได้ โรคสะเก็ดเงิน ไม่ใช่แค่โรคผิวหนัง ในตอนนี้มีงานวิจัยชี้ว่าโรคสะเก็ดเงินไม่ใช่แค่ปัญหาเฉพาะโรคผิวหนังเท่านั้น แต่มีเกี่ยวข้องกับโรคข้ออักเสบสะเก็ดเงิน และโรคกลุ่มเมตาบอลิกซินโดรม ในกลุ่ม โรคเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง แลโรคหัวใจ เป็นต้น โดยพบว่าผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินส่วนมากจะเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจอุดตัน ส่วนใหญ่แพทย์จะตรวจหาโรคอื่นๆควบคู่กับโรคสะเก็ดเงินไปด้วย เพื่อที่การรักษาที่ไปพร้อมกันและถูกวิธีที่สุด แนวทางวิธีการรักษาโรคสะเก็ดเงิน การรักษาโรคสะเก็ดเงินจะขึ้นอยู่กับอาการความรุนแรงของโรค แพทย์จากพิจารณาโดยดูบริเวณที่เกิดผื่นแดงที่มีผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันของผู้ป่วย ถ้าหากพื้นที่ของผื่นที่เป็นสะเก็ดเงินทั้งหมดมีน้อยกกว่า 10% ของพื้นที่ผิวหนังทั้งหมดของร่างกาย ชัดได้ว่าเป็นสะเก็ดเงินที่มีความรุนแรงน้อย แต่ถ้าหากมีมากกว่า 10% ของพื้นที่ผิวทั้งหมดหรือพื้นที่ผิวของสามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าขณะสวมเสื้อผ้า ก็จะจัดอยู่ในขั้นรุนแรง เนื่องจากอาการของโรคส่งผลโดยตรงกับการใช้ชีวิตประจำวัน โรคสะเก็ดเงินรุนแรงน้อย แพทย์มักให้การรักษาโดยวิธีทายาในขั้นต้นก่อน ส่วนยาทาที่ใช้จะเป็น ยากลุ่มสเตียรอยด์ เนื่องจากใช้ง่าย แต่มีผลข้างเคียงที่ต้องดูแลอย่างใกล้ชิดคือ ผิวหนังจะบางลง ติดเชื้อโรคง่ายขึ้น นอกจากนี้ยังมียาอีกจำพวกคือ น้ำมันดิน ใช้ง่ายเช่นกัน และได้ผลลัพท์ที่ดี สามารถใช้ร่วมกับเสียรอยด์ได้ หรือใช้แบบเดี่ยวได้เช่นกัน วิตามินดี 3 เป็นยาชนิดที่มีประสิทธิภาพสูง ผลมีข้างเคียดน้อยกว่าเสียรอยด์ แต่วิตามินดี 3 มีราคาสูง และไม่จัดอยู่ในหมวดหมู่บัญชียาหลักแห่งชาติ จึงไม่สามารถเบิกใช้ได้ โรคสะเก็ดเงินชนิดรุงแรงมาก แพทย์จะพิจารณาให้การรักษาโดยใช้ยาชนิดรับประทานหรือยาฉีด หรืออีกวิธีที่ได้ผลลัพท์ที่ดีคือ การใช้แสงแดงเทียม วิธีดังกล่าวเป็นที่ยอมรับ ให้กลุ่มผู้ป่วยมากที่สุด แต่จะมีผู้ป่วยที่เข้าถึงวิธีการรักษานี้ไม่มาก เนื่องจากเครื่องมือที่ใช้ยังมีน้อย จะมีเพียงโรงพยาบาลเอกชนไม่กี่แห่ง และผู้ใช้จะต้องเข้าใจกระบวนการทำงานอย่างดี เพื่อป้องกันความผิดพลาดที่จะเกิดขึ้น วิธีดูแลโรคสะเก็ดเงิน ถึงแม้จะไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนว่าโรคดังกล่าวเกิดจากสาเหตุอะไร แนวทางการรักษาในปัจจุบันจึงเป็นการรักษาตามอาการเพื่อควบคุมไม่ให้เกิดความรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น และเพื่อเพิ่มระยะเวลาโรคสงบให้ได้มากที่สุด ผู้ป่วยจึงต้องดูแลตนเองให้ห่างไกลจะสิ่งที่เป็นตัวกระตุ้นให้โรคกำเริบจากสิ่งดังต่อไปนี้ ความเคียด โรคสะเก็ดเงินมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับจิตใจและอารมณ์ สภาวะเครียดจึงเป็นสาเหตุอันดับต้นๆที่จะทำให้โรคกำเริบได้ง่าย ดังนั้นถึงแม้ว่าผู้ป่วยจะขาดความมั่นใจในการเข้าสู่สังคม คนรอบข้างของผู้ป่วยจำเป็นต้องเป็นผู้ปลอบ และให้ค่อยดูแลให้กำลังใจเสมอ การแกะเกา การกดทับและการเสียดสีจากเสื้อผ้า ก็เป็นอีกสาเหตุได้เช่นกัน จากงานวิจัยพบว่าผู้ป่วยส่วนที่มีอาการผื่นกำเริบ จะปรากฏที่บริเวณผิวหนังที่มีรอบเสียดสีจากเสื้อผ้า นอกจากนี้ยังมีรายงานอีกว่า เวลาที่เป็นผื่นแล้วผู้ป่วยแกะหรือเกา ก็เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้ผื่นกำเริบได้เช่นกัน การติดเชื้อ การติดเชื้อโรคเช่น เจ็บคอ เป็นหวัด มีไข้ หรือติดเชื้อแบคทีเรีย ก็มีผลให้ผื่นเห่อขึ้นได้เช่นกัน วิธีการรักษาแบบทางเลือก และ เรื่องที่ต้องระวัง ผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินท่านที่ต้องการเข้ารับการรักษาแบบทางเลือกเช่น การใช้ยาสมุนไพรที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มที่ต้องห้าม แต่ต้องศึกษาและได้รับข้อมูลที่ครบถ้วน ยาทางเลือกที่ใช้ต้องไม่มีการผสมสเตียรอยด์ เพราะกรณีทั่วไปแพทย์จะใช้สเตียรอยด์สำหรับทาเท่านั้น จะไม่ผสมให้รับประทานโดยเด็ดขาด เนื่องจากถ้ารับประทานกลุ่มสเตียรอยด์ไปเรื่อยๆ ผื่นก็จะดูดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่หากหยุดใช้หื่นก็อาจจะกลับมาเห่อขึ้นมากกว่าเดิม หรือร่างกายไม่สามารถได้รับสารดังกล่าวเกินขีดจำกัดได้ หมายถึง เราไม่สามารถทานสเตียรอยด์ไปตลอดชีวิตได้ และ สารอีกชนิดที่ต้องระวังคือ สารหนู1 สารนี้จะทำให้อาการเห่อของหื่นดีขึ้น แต่เมื่อหยุดใช้ยาหื่นก็จะกลับมาเช่นกัน และสารหนูมีอันตรายถึงชีวิต ถึงแม้ว่าโรคสะเก็ดเงินจะเป็นโรคที่รักษาไม่หายขาด การใช้ยาที่ถูกต้องตามแพทย์สั่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด จะใช้ให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ยับยั่งการกำเริบของโรคได้ สิ่งสำคัญต้องมาคือผู้คนรอบข้างต้องเข้าใจใหม่ว่า โรคสะเก็ดเงินไม่ใช่โรคติดต่อ และไม่ใช่โรคสะเก็ดเงินที่น่าเรียจแต่อย่างใด ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตกับคนรอบข้างได้ตามปกติ ความเข้าใจที่ถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้เกิดกำลังใจและลดความเคียดให้กับผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงิน หมายเหตุ 1. สารหนู เป็นสารพิษที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ทั้งแบบเฉียบพลันและระยะยาว
แมงลัก Basil

แมงลัก Basil

สมุนไพรเม็ดเล็กที่สรรพคุณมากมาย แมงลักมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Ocimum × africanum Lour. จัดเป็นพืชตระกูลเดียวกับต้นกะเพรา เป็นพืชล้มลุก ลักษณะลำต้นคล้ายต้นกะเพราะ ใบเองก็เรียวรีปลายแหลมเช่นเดียวกัน ดอกออกเป็นช่อ มีสีขาวอมชมพูบางครั้งอมม่วงน้ำเงิน ส่วนของผลค่อนข้างเล็ก ภายในผลจะบรรจุเม็ดแมงลักไว้ราวสี่เม็ด แมงลักในรูปอาหารไทย ใบแมงลักเป็นส่วนผสมในเมนูอาหารไทยหลายอย่างมาก บางครั้งสามารถใช้แทนใบกะเพราได้ ด้วยกลิ่นหอมของใบแมงลักสามารถดับคาวของเนื้อสัตว์ที่ใช้ประกอบอาหารได้ด้วย เมนูจากใบแมงลักนั้นหากเป็นทางภาคอิสานก็อย่างเช่นแกงอ่อน แกงหน่อไม้ แกงเห็ด หมกหน่อไม้ จะใส่ใบแมงลักเป็นยาและช่วยดับกลิ่นปลาร้า ให้อาหารมีกลิ่นหอมน่ารับประทาน นอกจากนั้นยังมีเมนูอื่นๆอีก ไม่ว่าจะเป็น แกงฟักทอง แกงเลียง ต้มจืดใบแมงลักเป็นต้น บางคนก็นิยมใส่ใบแมงลักในผัดกะเพราด้วย ส่วนของเม็ดแมงลักนิยมนำมาทำของหวาน เช่นวุ้น เครื่องดื่ม ใส่ในน้ำเต้าหู้ ใส่น้ำผลไม้ต่างๆด้วย แมงลักในฐานะสมุนไพร เม็ดแมงลัก ช่วยลดน้ำหนักได้เป็นอย่างดี เพราะทำให้อิ่ม ในขณะที่ให้พลังงานต่ำ หลายคนจึงใช้เม็ดแมงลักในการควบคุมน้ำหนัก แต่เม็ดแมงลักจะทำให้ยาหรือสารอาหารบางอย่างถูกดูดซึมเข้าร่างกายได้ยากขึ้น จึงทำให้เหมาะกับผู้ป่วยเบาหวาน เพราะจะช่วยให้ร่างกายดูดซึมน้ำตาลได้น้อยลง เหมาะสำหรับช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด นอกจากนั้นยังมีสรรพคุณช่วยลดคอเลสเตอรอลในร่างกาย แล้วเปลี่ยนให้เป็นกรดน้ำดี  โดยไม่มีผลกับคอเลสเตอรอลชั้นดีในร่างกาย ลดความเสี่ยงของโรคหัวใจที่อาจจะเกิดขึ้นได้ สำหรับผู้ที่มีอาการท้องผูก อุจจาระตกค้างในลำไส้ เม็ดแมงลักมีเส้นใยสูงสามารถขับของเสียออกจากร่างกาย ทำความสะอาดเอาอุจจาระที่ตกค้างในลำไส้ออกจากร่างกาย ขับลมออกจากร่างกาย แก้อาการท้องอืด แก้อาการวิงเวียนศีรษะ นอกจากนั้นยังมีฤทธิ์ในการช่วยยับยั้งเชื้อรา จึงแก้กลากเกลื้อนได้ด้วย สรรพคุณของแมงลักและการนำไปใช้ สำหรับลดน้ำหนัก ลดคอเลสเตอรอล เป็นยาระบายแก้ท้องผูก  ใช้เม็ดแมงลักผสมกับเครื่องดื่มเช่นน้ำผลไม้ โดยต้องรอให้พองตัวเต็มที่ก่อนกิน เพราะไม่อย่างนั้นเม็ดแมงลักจะไปดูดซึมน้ำในร่างกาย หากต้องการควบคุมน้ำหนัก ให้เสริมการรับประทานเม็ดแมงลักบางมื้ออาหาร สำหรับแก้ท้องผูกให้ดื่มก่อนนอน สำหรับขับลม  แก้วิงเวียน ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคในลำไส้และทางเดินอาหาร  ใช้ใบต้มเอาน้ำดื่ม หรือรับประทานเป็นอาหารก็ได้ สำหรับกลากเกลื้อน ผื่นคัน ใช้ใบสด ตำให้ละเอียดแล้วพอกบริเวณที่เป็น ประโยชน์ของแมงลักในด้านอื่นๆ ส่วนใหญ่แมงลักจะใช้ประโยชน์ในด้านการนำมาทำอาหารและใช้เป็นยาทั้งยาทาและยากินมากกว่า สินค้าแนะนำ เม็ดแมงลัก Basil Seed (100 กรัม) ราคา 25 บาทมีขายที่ร้านมีประโยชน์
เห็ดหลินจือ

ประโยชน์และสรรพคุณของเห็ดหลินจือ

เห็ดหลินจือ เป็นยาจีนที่ใช้มาตั้งแต่สมัยจิ๋นซีฮ่องเต้ เป็นระยะเวลากว่าสองพันปีแล้ว ชื่อทางวิทยาศาสตร์คือ Ganoderma lucidum (Curtis) P. Karst เห็ดหลินจือจะขึ้นเองตามธรรมชาติ มากว่าหนึ่งร้อยสายพันธ์ แต่เป็นที่นิยมเพราะได้ชื่อว่าสรรพคุณดีที่สุดคือเห็ดหลินจือแดง ลักษณะของเห็ดหลินจือ จะมีสีแดง รูปร่างคล้ายกับไตด้านบนแผ่นกว้างเป็นแผ่นค่อนข้างแบน และด้วยความนิยมในการนำมาทำเป็นส่วนผสมของยาทำให้มีการเพาะปลูกเห็ดชนิดนี้ขึ้นมาเป็นธุรกิจ ซึ่งเห็ดหลินจือเองก็มีราคาค่อนข้างสูง เนื่องจากสรรพคุณที่อุดมไปด้วยประโยชน์มากมายนั่นเอง เห็ดหลินจือในรูปอาหารไทย มีการนำเห็ดหลินจือมาประกอบอาหารอย่างเช่น นำมาผัดพริกกับเห็ดชนิดอื่นๆ เช่นเห็ดโคน เห็นนางฟ้า เห็ดหูหนูเป็นต้น  ผัดใส่พริกขี้หนู ปรุงรสด้วยซอส น้ำตาล น้ำปลา ตามใจชอบ นอกจากนี้ยังนิยมนำเห็ดหลินจือมาตุ๋นเป็นซุป เหมาะสำหรับผู้ป่วย หรือผู้ที่กำลังฟื้นจากอาการเจ็บป่วย สามารถตุ๋นกับไก่ หรือกระดูกหมู  ผสมกับยาจีนอื่นๆได้อีกด้วย นอกจากนี้ยังมีเมนูเห็ดหลินจือตุ๋นกับซอส ซึ่งเป็นเมนูที่มีในภัตตาคารจีน นอกจากนี้ยังมีการนำเห็ดหลินจือมาทำเป็นเครื่องดื่มอีกด้วย โดยนำเห็ดหลินจือแห้งมาแช่น้ำ แล้วนำไปต้ม รอจนเย็นที่อุณหภูมิห้องแล้วจึงนำมาดื่ม เห็ดหลินจือในฐานะสมุนไพร ในเห็ดหลินจือมีสาระสำคัญชนิดหนึ่งเรียกว่าสารกลุ่ม Polysaccharide ซึ่งมีมากในเห็ดหลินจือแดง สามารถช่วยกระตุ้นการสร้างฮอร์โมนอินซูลิน ซึ่งช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด จึงดีต่อผู้ป่วยที่เป็นเบาหวาน และยังช่วยปรับความดันโลหิตในร่างกายของเราให้อยู่ในภาวะปกติ  มะเร็งสารสำคัญอีกอย่างคือ Triterpenoids  ช่วยกระตุ้นเม็ดเลือดขาว ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายทำงานได้เป็นอย่างดี ช่วยปรับระดับไขมันและคอเลสเตอรอลในร่างกาย ช่วยให้ผู้ที่มีอาการภูมิแพ้ หอบหืดนั้นมีอาการดีขึ้นได้  สาร Nucleotudes ในเห็ดหลินจือ ช่วยป้องกันเส้นเลือดอุดตัน  บำรุงระบบประสาทให้ทำงานได้ดี  สาร Alkaloids ช่วยบำรุงหัวใจ ให้หัวใจทำงานได้อย่างปกติ นอกจากนี้ยังมีสารที่มีประโยชน์อื่นๆ เช่นวิตามิน และกรดอะมิโนที่จำเป็นอีกมากมาย สรรพคุณของเห็นหลินจือและวิธีนำไปใช้ ปัจจุบันมีการนำเห็ดหลินจือมาสกัดเป็นยา ผลิตในรูปแบบแคปซูล หรือเครื่องดื่มแบบสำเร็จรูป เพื่อนำมาใช้บรรเทาโรคต่างๆ หรือจะซื้อแบบแห้งมาต้มน้ำกินก็ได้ นอกจากนี้ยังมีแบบผงสำหรับชงอีกด้วย หรือจะนำมาประกอบอาหารก็ได้ประโยชน์ไม่แพ้กัน ซึ่งผู้ที่ต้องการใช้ประโยชน์ของเห็ดหลินจือสามารถเลือกใช้ได้ตามความสะดวก ประโยชน์ของเห็ดหลินจือในด้านอื่นๆ เห็ดหลินจือกลายเป็นหนึ่งในสมุนไพรเศรษฐกิจที่ทำรายได้ให้กับผู้เพาะปลูก ด้วยราคาที่ค่อนข้างสูง จึงถือว่ามีประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจเช่นเดียวกัน
ประโยชน์และสรรพคุณของ ผักเชียงดา

ประโยชน์และสรรพคุณของ ผักเชียงดา

ผักเชียงดา ชื่อไพเราะนี้ยังมีชื่อเรียกอื่นๆอีกมากมายไม่ว่าจะเป็น ผักกูด ผักฮ่อนไก่เป็นต้น แตกต่างกันไปตามแต่ละท้องถิ่น ชื่อทางวิทยาศาสตร์ของเชียงดาคือ Gymnema inodorum (Lour.) Decne. ลักษณะของผักเชียงดาเป็นไม้เลื้อย ลำต้นเล็กมีสีเขียวจัด ต้นที่ใหญ่สุดจะมีเส้นผ่าศูนย์กลางราว 4-5 เซนติเมตร ใบของเชียงดาเป็นใบเดี่ยว ลักษณะรีตรงปลาย ผิวเรียบ สีเขียวจัดเช่นเดียวกัน ส่วนของดอกเชียงดานั้นจะออกดอกเป็นช่อ แต่ละดอกจึงมีขนาดเล็ก สีขาวอมเขียว ผลของเชียงดาเป็นผักรูปร่างยาวรีตรงปลาย   ผักเชียงดาในรูปอาหารไทย ผักเชียงดาสามารถนำไปประกอบอาหารได้หลายอย่าง เช่นแกงผักเชียงดา โดยการเก็บเอายอดผักเชียงดามาแกงร่วมกับปลาย่างหรือปลาแห้ง ใส่มะเขือเทศและผักเครื่องเทศต่างๆเช่นพริก หอมหัวแดง มะขามเปียกเป็นต้น ปรุงรสให้ออกเปรี้ยวหวาน สิ่งที่ต้องระวังคือผักเชียงดาจะมียาวขาวๆอยู่ด้วย เวลาเก็บต้องระวังอย่าให้เข้าตา รับประทานกับข้าวสวยร้อนๆอร่อยมาก หรือจะนำผักเชียงดามาผัดใส่ไข่ แกงเลียง หรือจะนำไปยำก็อร่อยไม่แพ้กัน นอกจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มผักเชียงดาออกมาเพื่อให้ท่านได้ดื่มสมุนไพรที่มีประโยชน์อย่างง่ายด่าย ผักเชียงดาในฐานะสมุนไพร ถึงจะเป็นไม้เลื้อยแต่สรรพคุณของเชียงดาในฐานะสมุนไพรนั้นมากมายมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นการช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานตามปกติ ขับถ่ายสะดวก ท้องไม่ผูก จึงลดอัตราความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งลำไส้ มะเร็งกระเพาะอาหาร ผักเชียงดานั้นเหมาะทั้งสำหรับผู้ป่วยเบาหวานและผู้ที่กำลังลดน้ำหนัก เพราะมีฤทธิ์ช่วยเผาผลาญน้ำตาลในร่างกาย จึงลดระดับน้ำตาลในเลือด โดยมีการทดลองในประเทศอินเดียก่อนจะมีการทดลองโดยประเทศญี่ปุ่นอีกครั้ง พบว่าผักเชียงดาช่วยลดน้ำตาลในเลือดได้จริง ทั้งลดการใช้อินซูลินของผู้ป่วยเบาหวานได้ด้วย และจากการทดลองเพิ่มเติมไม่พบว่าผักเชียงดานั้นมีความเป็นพิษแต่อย่างไร นอกจากนั้นวิตามินที่อยู่ในผักชนิดนี้ช่วยบำรุงสายตา ลดอาการตาฝ้าตาฟางได้เป็นอย่างดี ซึ่งทางภาคเหนือของประเทศไทยใช้ผักเชียงดาเป็นทั้งอาหารและยามาเป็นเวลายาวนานเลยทีเดียว   สรรพคุณของเชียงดาและวิธีการนำไปใช้ หากต้องการใช้เพื่อระบายท้อง ช่วยให้ขับถ่ายสะดวกให้ใช้ใบแก่นำมาประกอบอาหารแล้วรับประทานได้เลย สำหรับผู้ที่เป็นเบาหวานจะนำมาปรุงอาหารเพื่อรับประทานหรือรับประทานเป็นผักสดก็ได้ แต่ต้องระวังยางสีขาวเวลาเก็บด้วย ควรล้างทำความสะอาดให้ดี  หรือจะนำไปตากแห้งบดเป็นผงแล้วชงดื่มเพื่อแก้เบาหวานก็ได้เช่นเดียวกัน   ประโยชน์ของเชียงดาในด้านอื่นๆ มีการใช้ใบเชียงดาในการรักษาพิษไข้ ด้วยการนำมาตำให้ละเอียด แล้วนำไปพอกบริเวณกระหม่อมของศีรษะ จะช่วยลดอาการตัวร้อนเพราะพิษไข้ได้