ร้านมีประโยชน์ ร้านค้าสุขภาพ ร้านออร์แกนิค อาหารที่มีประโยชน์ ในขอนแก่น
กินปลา

การกินปลามีส่วนช่วยป้องกันภูมิแพ้

การกินปลาและอาหารที่มีส่วนประกอบของปลาอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้งตั้งแต่วัยเด็กจะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันและช่วยลดการเป็นโรคภูมิแพ้ รวมทั้งโรคเยื่อจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ เมื่อโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ โดยกุมารแพทย์ มหาวิทยาลัยโกเทนเบิร์ก ประเทศสวีเดน ได้ตีพิมพ์ผลการศึกษาดังกล่าวในวารสาร Pediatric Allergy and Immunology (PAI) โดยระบุว่า จากการทดลองในเด็กจำนวน 4000 คน โดยให้พ่อแม่ของเด็กตอบแบบสอบถามเรื่องสุขภาพของลูกเป็นช่วงๆ ตั้งแต่อายุ 6 เดือน จนมีอายุครบ 12 ปี พบว่าเด็กที่พ่อแม่ให้ทานปลาอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง มาตั้งแต่เด็กอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเริ่มกินปลาตั้งแต่อายุเพียง 12 เดือน มีแนวโน้มว่าพวกเขามีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นโรคละอองฟาง (Hay Fever) ซึ่งเป็นอาการของภูมิแพ้ต่ำกว่าเด๋กที่ไม่ค่อยได้กินปลาอย่างมาก

mom

อีกทั้งงานวิจัยนี้พบว่ามารดาที่กินน้ำมันปลาระหว่างตั้งครรย์จะมีแนวโน้มที่ลูกจะเสี่ยงต่อการเป็นโรคแพ้อาหาร ผิวหนังอักเสบเรื้อรัง (Eczema) หรือโรคหอบหืดน้อยกว่า

บทความน่าสนใจ

แตงกวา

สรรพคุณของประโยชน์ของ แตงกวา

แตงกวา เป็นพืชที่อยู่คู่คนไทยมานาน อุดมด้วยประโยชน์และสรพพคุณทั้งยังรับประทานง่ายอีกด้วย โดยแตงกวามีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Cucumissativus L. อาจจะมีชื่ออื่นๆแตกต่างกันตามแต่ละท้องถิ่น เช่น แตงขี้ไก่ เป็นต้น แตงกวาเป็นพืชล้มลุก เลื้อยไปตามดินหรือต้นไม้อื่นๆ ใบของแตงกวาคล้ายรูปหัวใจ หรืออีกนัยหนึ่งคล้ายใบตำลึง ส่วนปลายแหลม มีส่วนเว้าตรงโคน ดอกของแตงกวามีสีเหลือง กลีบดอกนุ่มเบา มีรอยยัก เว้าตรงปลายกลีบ ส่วนของผลแตงกวานั้นเป็นผลยาว เปลือกลายผสมระหว่างสีเขียวแก่และสีเขียวอ่อน เนื้อผลชุ่มฉ่ำน้ำ แตงกวาในรูปอาหารไทย แตงกวา มักนิยมนำขึ้นโต๊ะอาหารในรูปผักแกล้มกับอาหารจานหลัก เช่นข้าวผัด หรือรับประทานคู่กับน้ำพริก ลาบหมู ยำรสจัด เป็นต้น เนื่องจากรสชาติของแตงกวาจะทำให้ความจัดจ้านของรสชาติอาหารเหล่านั้นเจือจางลง ส่วนเมนูที่มีแตงกวาเป็นส่วนประกอบอย่างเช่น แกงจืดแตงกวายัดไส้หมูสับ ผัดแตงกวาใส่ไข่ ซึ่งเป็นเมนูโปรดที่คุณแม่มักจะทำให้ลูกน้อยรับประทาน เนื่องจากมีรสหวาน รับประทานง่าย ยำแตงกวาเองก็อร่อยไม่แพ้ยำประเภทอื่นๆ หรือจะเป็นอาหารอิสานอย่างเช่น ตำแตงกวา ก็เป็นอีกหนึ่งเมนูพื้นบ้านที่ได้รับความนิยม แตงกวาในฐานะสมุนไพร เนื้อในผลของแตงกวาค่อนข้างชุ่มฉ่ำ มีน้ำเป็นส่วนประกอบ จึงมีสรรพคุณ ช่วยลดความร้อนในร่างกาย ลดอาการกระหายน้ำ ช่วยในการขับสารพิษและของเสียออกจากร่างกาย นอกจากนี้ในแตงกวายังอุดมด้วยวิตามินซี จึงช่วยบำรุงผิวพรรณให้ชุ่มชื้น ต่อต้านอนุมูลอิสระ อุดมด้วยไฟเบอร์ เป็นกากใยอาหารชั้นดี จึงทำให้การขับถ่ายเป็นไปตามปกติ ลดอาการท้องผูก สามารถใช้เพื่อลดความดันโลหิต ลดคอเลสเตอรอล สามารถช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดได้เป็นอย่างดี เหมาะสำหรับผู้ที่กำลังลดน้ำหนัก เนื่องจากว่าเป็นพืชที่ให้พลังงานต่ำ สรรพคุณของแตงกวาและวิธีนำไปใช้ สำหรับลดความร้อนในร่างกาย แก้กระหาย ลดอาการท้องผูก ลดความดันโลหิต ขับสารพิษในร่างกายและสรรพคุณอื่นๆ สามารถรับประทานผลของแตงกวาร่วมกับเมนูอาหารอื่นๆได้ตามแต่ชื่นชอบ แต่หากเป็นผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก หรือลดคอเลสเตอรอล รวมถึงระดับไขมันในเลือด อาจจะรับประทานผลสดโดยไม่ผ่านการปรุงแต่ง สำหรับบำรุงผิวพรรณ ต่อต้านอนุมูลอิสระ สามารถใช้แตงกวาหั่นเป็นแว่นบางๆ แช่เย็นแล้วนำมาพอกหน้า หรือจะปั่นให้ละเอียดแล้วพอกหน้าพอกตัว จะช่วยให้ผิวพรรณชุ่มชื้น ทำให้ผิวยืดหยุ่นได้เป็นอย่างดี ลดความแห้งกร้าน จึงเป็นพืชที่นิยมนำมาเสริมความงามอีกหนึ่งชนิด     ประโยชน์ของแตงกวาในด้านอื่นๆ เนื่องจากสรรพคุณที่ดีต่อผิวทำให้มีการปลูกแตงกวาเป็นพืชเศรษฐกิจ เพื่อนำมาสกัดทำเครื่องสำอาง ทั้งครีมบำรุงผิวหน้า ผิวตัว และเครื่องสำอางประเภทอื่นๆ ด้วย จึงถือเป็นพืชเศรษฐกิจอีกชนิดหนึ่งของประเทศไทย
ประโยชน์และสรรพคุณของ ผักเชียงดา

ประโยชน์และสรรพคุณของ ผักเชียงดา

ผักเชียงดา ชื่อไพเราะนี้ยังมีชื่อเรียกอื่นๆอีกมากมายไม่ว่าจะเป็น ผักกูด ผักฮ่อนไก่เป็นต้น แตกต่างกันไปตามแต่ละท้องถิ่น ชื่อทางวิทยาศาสตร์ของเชียงดาคือ Gymnema inodorum (Lour.) Decne. ลักษณะของผักเชียงดาเป็นไม้เลื้อย ลำต้นเล็กมีสีเขียวจัด ต้นที่ใหญ่สุดจะมีเส้นผ่าศูนย์กลางราว 4-5 เซนติเมตร ใบของเชียงดาเป็นใบเดี่ยว ลักษณะรีตรงปลาย ผิวเรียบ สีเขียวจัดเช่นเดียวกัน ส่วนของดอกเชียงดานั้นจะออกดอกเป็นช่อ แต่ละดอกจึงมีขนาดเล็ก สีขาวอมเขียว ผลของเชียงดาเป็นผักรูปร่างยาวรีตรงปลาย   ผักเชียงดาในรูปอาหารไทย ผักเชียงดาสามารถนำไปประกอบอาหารได้หลายอย่าง เช่นแกงผักเชียงดา โดยการเก็บเอายอดผักเชียงดามาแกงร่วมกับปลาย่างหรือปลาแห้ง ใส่มะเขือเทศและผักเครื่องเทศต่างๆเช่นพริก หอมหัวแดง มะขามเปียกเป็นต้น ปรุงรสให้ออกเปรี้ยวหวาน สิ่งที่ต้องระวังคือผักเชียงดาจะมียาวขาวๆอยู่ด้วย เวลาเก็บต้องระวังอย่าให้เข้าตา รับประทานกับข้าวสวยร้อนๆอร่อยมาก หรือจะนำผักเชียงดามาผัดใส่ไข่ แกงเลียง หรือจะนำไปยำก็อร่อยไม่แพ้กัน นอกจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มผักเชียงดาออกมาเพื่อให้ท่านได้ดื่มสมุนไพรที่มีประโยชน์อย่างง่ายด่าย ผักเชียงดาในฐานะสมุนไพร ถึงจะเป็นไม้เลื้อยแต่สรรพคุณของเชียงดาในฐานะสมุนไพรนั้นมากมายมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นการช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานตามปกติ ขับถ่ายสะดวก ท้องไม่ผูก จึงลดอัตราความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งลำไส้ มะเร็งกระเพาะอาหาร ผักเชียงดานั้นเหมาะทั้งสำหรับผู้ป่วยเบาหวานและผู้ที่กำลังลดน้ำหนัก เพราะมีฤทธิ์ช่วยเผาผลาญน้ำตาลในร่างกาย จึงลดระดับน้ำตาลในเลือด โดยมีการทดลองในประเทศอินเดียก่อนจะมีการทดลองโดยประเทศญี่ปุ่นอีกครั้ง พบว่าผักเชียงดาช่วยลดน้ำตาลในเลือดได้จริง ทั้งลดการใช้อินซูลินของผู้ป่วยเบาหวานได้ด้วย และจากการทดลองเพิ่มเติมไม่พบว่าผักเชียงดานั้นมีความเป็นพิษแต่อย่างไร นอกจากนั้นวิตามินที่อยู่ในผักชนิดนี้ช่วยบำรุงสายตา ลดอาการตาฝ้าตาฟางได้เป็นอย่างดี ซึ่งทางภาคเหนือของประเทศไทยใช้ผักเชียงดาเป็นทั้งอาหารและยามาเป็นเวลายาวนานเลยทีเดียว   สรรพคุณของเชียงดาและวิธีการนำไปใช้ หากต้องการใช้เพื่อระบายท้อง ช่วยให้ขับถ่ายสะดวกให้ใช้ใบแก่นำมาประกอบอาหารแล้วรับประทานได้เลย สำหรับผู้ที่เป็นเบาหวานจะนำมาปรุงอาหารเพื่อรับประทานหรือรับประทานเป็นผักสดก็ได้ แต่ต้องระวังยางสีขาวเวลาเก็บด้วย ควรล้างทำความสะอาดให้ดี  หรือจะนำไปตากแห้งบดเป็นผงแล้วชงดื่มเพื่อแก้เบาหวานก็ได้เช่นเดียวกัน   ประโยชน์ของเชียงดาในด้านอื่นๆ มีการใช้ใบเชียงดาในการรักษาพิษไข้ ด้วยการนำมาตำให้ละเอียด แล้วนำไปพอกบริเวณกระหม่อมของศีรษะ จะช่วยลดอาการตัวร้อนเพราะพิษไข้ได้

คุณแม่ที่ใช้ ยาปฏิชีวนะ ในช่วงตั้งครรภ์อาจทำให้ลูกอ้วน

คุณแม่ที่ได้รับยาปฏิชีวนะในช่วงตั้งครรภ์ในไตรมาสแรก ๆ (ประมาณ 1 ถึง 5 เดือนแรก) อาจจะส่งผลให้ลูกในครรภ์มีค่าดัชนีมวลร่างกายสูงขึ้นตอนอายุ 2 ขวบ ดังผลวิจัยชิ้นหนึ่ง ที่ทำการวิจัยศึกษา โดยใช้ผู้หญิง 527 คน แบ่งออกเป็น 303 คน ที่ให้ใช้ยาปฏิชีวนะ และอีก 101 คนใช้ยาฆ่าเชื้อรา ผลการศึกษาพบว่า เฉพาะยาปฏิชีวนะเท่านั้น ที่มีผลต่อน้ำหนักตัวของเด็ก แต่ขึ้นอยู่ช่วงเวลาที่ได้รับยาปฏิชีวนะในตอนตั้งครรภ์ด้วย โดยพบว่าการได้รับยาดังกล่าวในช่วงไตรมาสแรก หรือไตรมาสที่สองของการตั้งครรภ์จะส่งผลให้เกิดความเสี่ยงดังกล่าว คณะนักวิจัยเห็นว่าสาเหตุหลักของความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นนี้ น่าจะมาจากผลของยาปฏิชีวนะต่อชนิดของเชื้อจุลินทรีย์ในช่องคลอดของมนุษย์ ซึ่งส่งผลต่อชนิดจุลินทรีย์ในร่างกายของลูก โดยแม่ที่ได้รับยาปฏิชีวนะในตระกูลยา Staphylococcus และยังมีงานวิจัยอื่นๆ พบว่าเด็กที่มีอายุ 6 ถึง 12 เดือน ซึ่งมีเชื้อ Staphylococcus aureus ในอุจาระมากขึ้นจะมีความเสี่ยงน้ำหนักตัวเกินมาตรฐานมากขึ้นตอนอายุ 7 ขวบ ดังนั้นการใช้ยาปฏิชีวนะ จึงควรใช้ด้วยความระมัดระวัง และใช้เมื่อจำเป็นเท่านั้น ที่มา : HealthToday เล่มประจำเดือนมีนาคม  หน้า 8